posttoday

พาณิชย์สั่งเช็คสต็อกจากโรงงานรายวัน ตั้งศูนย์กระจายหน้ากากอนามัย

02 มีนาคม 2563

พาณิชย์ส่งเจ้าหน้าที่เช็คสต็อกหน้ากากอนามัยจากโรงงานผลิตรายวัน พร้อมตั้งศูนย์กระจายหน้ากากอนามัยแก้ปัญหาขาดแคลน ลั่นการส่งออกต้องขออนุญาตก่อนทุกกรณี

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 63 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการหน้ากากอนามัย

นายจุรินทร์ กล่าวหลังการประชุมว่า วันนี้ได้เชิญผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานองค์การอาหารและยา) สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ผู้แทนมหาวิทยาลัย ผู้แทนสถานพยาบาลอื่น ผู้แทนโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยรวม 11 ราย มาหารือ 5 เรื่อง คือ การผลิต การกระจายหน้ากาก การส่งออก มาตรการที่รัฐช่วยเหลือ และ การดำเนินคดี

ขณะนี้โรงงานผลิต 11 โรง มีกำลังการผลิต รวม 36 ล้านชิ้นต่อเดือน ถ้าจะให้เร่งการผลิต ก็สามารถดำเนินการได้ถึง 38 ล้านชิ้นต่อเดือน โดยปัจจุบันไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากจีนได้ สำหรับไต้หวันยังสามารถนำเข้าได้แต่ต้องลดจำนวนลงเพราะการนำเข้ามีปริมาณที่จำกัด ส่วนอินโดนีเซียยังสามารถนำเข้าได้แต่ได้มีการเลื่อนเวลาการส่งออกและขึ้นราคาวัตถุดิบเกือบเท่าตัว

ดังนั้น มาตรการที่กำหนดร่วมกันในการประชุมวันนี้ คือ

1.กระทรวงพาณิชย์จะส่งตัวแทนเข้าไปประจำอยู่ที่โรงงานเพื่อรับแจ้งปริมาณการผลิตและกำกับดูแลในเรื่องของสต๊อกให้ได้ตัวเลขที่ชัดเจน และตัวเลขการผลิตทั้งหมดนั้นจะส่งมาที่ศูนย์กระจายหน้ากากอนามัยซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของกรมการค้าภายใน และตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุข

ส่วนในเรื่องของต้นทุนการผลิตนั้นกรมการค้าภายในจะเข้าไปช่วย ถ้ามีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจริงโดยดูจากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าและองค์ประกอบอื่นๆก็จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะเข้าไปช่วยเหลือต่อไปเพื่อให้เดินหน้าผลิตต่อได้ในราคาที่กำหนดคือชิ้นละ 2.50 บาท

2.การกระจายหน้ากากอนามัย จะมีการจัดตั้งศูนย์กระจายหน้ากากอนามัยสำหรับการจัดสรรหน้ากากอนามัยไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการในการกระจายหน้ากากอนามัยไปยังโรงพยาบาลต่างๆเพราะในส่วนของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนแจ้งว่ายังมีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการจะให้กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการทบทวนตัวเลขและหารือร่วมกับสถานพยาบาลทุกสังกัดแล้วนำตัวเลขมาบริหารจัดการร่วมกันในศูนย์กระจายหน้ากากอนามัย

3.การส่งออก ได้ลงนามประกาศว่าจากนี้ไปการส่งออกหน้ากากอนามัยจะต้องขออนุญาตทุกกรณี แม้จะนำออกชิ้นเดียวก็ต้องขออนุญาตยกเว้นผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ที่เดินทางไปต่างประเทศและมีความจำเป็นที่จะต้องมีหน้ากากอนามัยเป็นกรณียกเว้นเท่านั้น

4.การดำเนินคดีได้รับแจ้งว่า ได้ดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายหน้ากากอนามัยราคาแพงเกินสมควรไปแล้ว 31 คดีและกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคาไปอีก 20 คดีรวมเป็น 51 คดี

กรณีขายเกินราคานั้นจะมีโทษจำคุก 7 ปีปรับ 140,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งทั้ง 31คดีได้ส่งเรื่องให้สอบสวนและส่งเรื่องให้อัยการดำเนินการต่อไป

ขณะที่กรณีคดีออนไลน์ที่มีการประกาศขายขณะนี้กระทรวงพาณิชย์จะขอความร่วมมือจากกระทรวงดีอี ในการสืบค้นการโพสต์ขายออนไลน์เพื่อจัดการกับผู้ที่กระทำผิดที่ขายในราคาแพงเกินควร

5. มาตรการให้การช่วยเหลือเพื่อให้กระบวนการผลิตและการกระจายหน้ากากอนามัยสามารถดำเนินการให้ราบรื่นที่สุดภายใต้กำลังการผลิตวันละประมาณ 1,000,000 ชิ้น

ประการที่หนึ่ง เมื่อรัฐบาลประกาศควบคุมราคา 2.50 บาทในส่วนที่เป็นภาระของภาคเอกชนจะเสนอคณะรัฐมนตรีให้รัฐบาลได้ช่วยแบ่งเบาภาระส่วนเกินเพื่อให้ยังสามารถจำหน่ายในราคา 2.50 บาทได้

ประการที่สอง หากเอกชนรายใดประสงค์นำเข้าเครื่องจักรเพื่อผลิตหน้ากากอนามัยเพิ่มเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงนี้หรือต้องการผลิตฟิลเตอร์ซึ่งถือว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญชิ้นหนึ่งของหน้ากากอนามัยที่เป็นตัวกรองจะหารือกับคณะรัฐมนตรีในวันที่ 3 มี.ค.ทันทีว่าจะมีมาตรการในการช่วยเหลือสนับสนุนหรือส่งเสริมได้อย่างไร รวมทั้งส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง

ประการที่สาม ในเรื่องของหน้ากากทางเลือกเดิมที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคได้เร่งผลิตก็จะขอให้กระทรวงสาธารณสุขได้ช่วยเน้นในการประชาสัมพันธ์ว่าหน้ากากผ้าสามารถเป็นหน้ากากทางเลือกที่จะช่วยป้องกันโควิด-19 ได้เพื่อช่วยเป็นทางเลือกอีกทางของพี่น้องประชาชน และวันที่ 3 มี.ค.จะนำเรื่องนี้หารือกับคณะรัฐมนตรีต่อไป

ข่าวล่าสุด

Bangkok Design Week 2026 เมื่อ “การออกแบบ” ไม่ได้ทำให้เมืองแค่สวยขึ้น