ตลาดผลไม้ไทยเจอพิษไวรัสโควิด-19 ฉุดออเดอร์ร่วง ชงครม.ของบระบายผลผลิตอุ้มเกษตรกร
‘มนัญญา’ เตรียมเสนอครม.ของบกลาง 414 ล้านบาท ผุดโครงการเร่งระบาย ทุเรียน มังคุด ลำไย ให้สหกรณ์กระจายผลไม้กระตุ้นราคาตลาด หลังจีนชะลอคำสั่งซื้อจากปัญหาไวรัสโควิด-19 หวั่นช่วงฤดูกาลผลผลิตล้น พ่อค้ากดราคารับซื้อ
น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอของบกลางจากคณะรัฐมนตรี 414.20 ล้านบาท เพื่อให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด -19 โดยผลไม้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบคือทุเรียน มังคุด ลำไย เนื่องในช่วง 3ปีที่ผ่านมาส่งออกไป 3 ประเทศหลัก คือจีน เวียดนามและฮ่องกง กว่า 1.324 ล้านตัน จากผลลผลิตผลไม้ไทยทั้งปี 3 ล้านตัน อีกทั้งผลไม้จะเริ่มออกมากในช่วงเดือนเม.ย. ดังนั้นจำเป็นต้องวางแผนรองรับล่วงหน้าและกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่เร่งด่วนเพื่อไม่ให้ราคาผลไม้ตกต่ำจากการโดนกดราคารับซื้อ
ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)คาดการณ์ว่าปี 2563 ผลผลิตไม้ของไทยรวม 3,072,591 ตัน เป็นทุเรียน มังคุด ลำไยประมาณ 84% ของปริมาณร่วม โดยจากข้อมูลส่งออกย้อนหลัง 3 ปี(60-62) ไทยส่งออกไป 3ประเทศประมาณ 1,324,637 ตัน แบ่งเป็น จีน 570,833 ตัน (43%) ฮ่องกง 114,260 ตัน(7-8%) และเวียดนาม 639,545 ตัน( 46%) โดยในสัดส่วนของเวียดนามคือส่งต่อไปจีนประมาณ 28% รวมแล้วส่งออกไปจีนเกือบ 1 ล้านตัน
ปัจจุบันคำสั่งซื้อผลไม้จาก 3 ประเทศดังกล่าวยังเงียบ ในขณะที่ผลไม้จะเริ่มทยอยออกเดือน เม.ย. กระทรวงเกษตรฯจึงต้องเร่งวางแผน เพราะหากส่งออกได้น้อยปริมาณก็จะคงอยู่ในตลาดในประเทศ ซึ่งอาจมีการกดราคารับซื้อได้ จึงต้องเร่งวางโครงการ เป้าหมายกระจายผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ประมาณ 8 หมื่นตัน ระยะเวลาเดือนเม.ย.-ก.ย. แบ่งเป็นทุเรียน 40,000 ตัน มังคุด 20,000 ตัน และลำไย 20,000 ตัน โดยในวันที่ 9 มี.ค.จะลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพื่อทำข้อตกลงกับสหกรณ์ที่เข้าโครงการ ซึ่งหวังว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ขายผลผลิตราคายุติธรรม และต้องโปร่งใส
“เงินที่รัฐสนับสนุนในการกระจายผลผลิตจะช่วยเหลือให้สหกรณ์ลดภาระการบริหารจัดการและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรได้ในราคาที่ดียิ่งขึ้น แต่ในส่วนของราคาปลายทาง คงไม่มีใครตอบได้ว่าจะขึ้นเท่าไหร่ แต่คาดว่าจะต้องดีขึ้นแน่นอน และจากการกระจายผลผลิตทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่มีโอกาสซื้อทุเรียนคุณภาพดีจากสหกรณ์ที่กระจายไปทุกตำบลได้ ทั้งนี้โครงการได้ย้ำว่าจะต้องมีการบริหารโปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่หากตลาดเดินได้เองเงินก้อนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ “ นส.มนัญญากล่าว
ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมร่วมมือกับ สหกรณ์ประมาณ 900 แห่งทั่วประเทศ โดยเป็นสหกรณ์ผู้รวบรวมผลไม้ 90 แห่ง สหกรณ์ผู้กระจาย 120 แห่ง กระจายไปยังสหกรณ์ระดับอำเภอ 824 แห่ง รูปแบบโครงการจะเป็นการอุดหนุนการบริหารจัดการผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ วงเงิน 414.20 ล้านบาท หรือประมาณกิโลกรัม(ก.ก.)ละ 4.06 บาท โดยให้สหกรณ์ต้นทางใช้เป็นค่าบริหารจัดการผลไม้ ก.ก.ละ 1 บาท ค่าขนส่งจากแหล่งรวบรวมไปสหกรณ์ปลายทาง ก.ก.ละ 2 บาท ค่าจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ เช่น ตะกร้า กล่อง จำนวน 3.5 ล้านใบ(บรรจุ 10 กก.) และค่าบริหารจัดการของสหกรณ์ปลายทางเพื่อกระจายผลไม้สู่ผู้บริโภคในพื้นที่ก.ก.ละ 50 สตางค์ และจะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ ในจังหวัดใหญ่ เช่น นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ สงขลา สุราษฎร์ธานี กรุงเทพฯ รวม 16 จังหวัดและระดับอำเภอ 824 อำเภอ
นอกจากนั้นกรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ โดยเตรียมไว้ประมาณ 200 ล้านบาทเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 1% ให้สหกรณ์กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลไม้จากเกษตรกรในฤดูกาล ปี 2563 ซึ่งในเดือนเมษายน คาดว่าผลไม้จะเริ่มออกสู่ตลาดช่วงแรกประมาณ 200,000 ตัน ก็จะใช้กลไกสหกรณ์ขับเคลื่อนรองรับผลผลิตเพื่อเร่งระบายผลไม้สู่ผู้บริโภคทันที
ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด - 19 โดยการสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านสถาบันเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิต ปี 2563 จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไม่ให้ตกต่ำ คิดเป็นมูลค่า 1,760 ล้านบาท และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 7,644.071 ล้านบาท หรือ 18.45 เท่าของการลงทุนจากภาครัฐ
อย่างไรก็ตามสหกรณ์ ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ 104 แห่ง ใน 31 จังหวัด มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 95,321 ราย ปริมาณการรวบรวมผลไม้ ในปี 2562 ที่ผ่านมา 32,242.53 ตัน มูลค่า 966.173 ล้านบาท และมีการส่งออกผลผลิตทุเรียน มังคุด และลำไย ไปประเทศจีน 12,251.16 ตัน มูลค่า 572.45 ล้านบาท


