ฟิลิปปินส์เอาคืนกีดกันสินค้าไทย17,800ล้านบาท

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 07:40 น.
ฟิลิปปินส์เอาคืนกีดกันสินค้าไทย17,800ล้านบาท
ฟิลิปปินส์ประกาศตอบโต้ทางการค้า มูลค่า 17,800 ล้านบาท กรณีพิพาทภาษีนำเข้าบุหรี่

เวปไซด์องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เผยแพร่เอกสารซึ่งผู้แทนการค้าของฟิลิปปินส์ดำเนินการร้องขอต่อองค์กรระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Body: DSB) เพื่อขอตอบโต้ทางการค้ากับประเทศไทย มูลค่าปีละ 17,800 ล้านบาท (594 ล้านเหรียญสหรัฐ) ต่อปี จากการที่ประเทศไทยเพิกเฉยต่อคำสั่งของ WTO กรณีข้อพิพาทคดีนำเข้าบุหรี่จากประเทศฟิลิปปินส์ เนื้อหาในเอกสารระบุว่า “ตามข้อ 22.2 ของบันทึกความเข้าใจในระเบียบและข้อปฏิบัติของการระงับข้อพิพาท และการสิ้นสุดระยะเวลาตามสมควร ที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555

ดังนั้น ฟิลิปปินส์จึงขออนุญาตจากองค์กรระงับข้อพิพาทเพื่อระงับการขอสิทธิประโยชน์หรือภาระผูกพันอื่นๆ ของประเทศไทยภายใต้ข้อตกลงที่ได้รับการคุ้มครอง โดยครอบคลุมการค้ามูลค่าประมาณ 594 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่เท่ากับสิทธิประโยชน์ที่ประเทศฟิลิปปินส์สูญเสียไปจากการที่ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำและคำตัดสินของ DSB ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์จะจัดประชาพิจารณ์ขึ้นเพื่อกำหนดสินค้านำเข้าของไทยที่จะมีผลบังคับใช้ภายใต้มาตรการระงับสิทธิ์ดังกล่าว และได้จะได้ส่งรายการสินค้าและอัตราภาษีที่จะจัดเก็บเพิ่มขึ้นให้ DSB ทราบในภายหลัง

ในเอกสารยังระบุด้วยว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 องค์กรอุทธรณ์ได้จัดตั้งคณะผู้พิจารณากลุ่มแรกเพื่อตรวจสอบการประเมินทางศุลกากรและมาตรการทางภาษีของประเทศไทย และพบว่ามาตรการของประเทศไทยละเมิดข้อตกลงการประเมินราคาศุลกากร ("CVA") และข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ. 1994 ("GATT 1994") พร้อมแนะนำให้ประเทศไทยจัดทำมาตรการให้สอดคล้องตามข้อผูกพันที่มีต่อ WTO และขอให้มีการถอนฟ้องคดีอาญาซึ่งมีฐานมาจากมาตรการที่ขัดต่อคำสั่ง WTO อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงไม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำและตัดสินของ DSB ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมที่ตกลงร่วมกันไว้ อีกทั้ง ยังเดินหน้าฟ้องร้องคดีอาญาต่อฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ("PMTL") ในข้อกล่าวหาว่ามีการสำแดงมูลค่าทางศุลกากรต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งล่าสุด ศาลได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ให้ PMTL มีโทษปรับประมาณ 1,200 ล้านบาท ( 40.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งได้ชำระค่าปรับไปแล้วในวันที่ 27 ธันวาคม 2562