มารีนไทย คว้าสัญญา10 ปี บริหารท่าเรือมาบตาพุด หวังยกศักยภาพเทียบระดับโลก

วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 12:36 น.
มารีนไทย คว้าสัญญา10 ปี บริหารท่าเรือมาบตาพุด หวังยกศักยภาพเทียบระดับโลก
กนอ. ลงนามสัญญาจ้าง มารีนไทย พัฒนาศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถของ “ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด”รองรับการพัฒนาอีอีซี มั่นใจเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต

น.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า การจ้างเอกชนเพื่อบริหารจัดการท่าเรือฯ มาบตาพุด สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของภาครัฐ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2545 เพื่อให้การบริหารจัดการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกในการบริการผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ด้วยบริการที่มีมาตรฐาน ความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเพื่อบรรลุเป้าหมายในแผนธุรกิจของท่าเรืออุตสาหกรรมาบตาพุด ในการก้าวไปสู่ World Class Por

ทั้งนี้ได้ลงนามสัญญาจ้างบริหารจัดการท่าเรือฯ มาบตาพุด ระหว่างกนอ.และบริษัท มารีนไทย กรุ๊ป จำกัด ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมและบริหารจัดการคนประจำเรือ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอู่ต่อ-ซ่อมเรือ อุปกรณ์เรือ และกลุ่มธุรกิจให้บริการรับจ้างเหมาบริหารจัดการท่าเรือสำหรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป สินค้าน้ำมัน เคมีและแก๊ส

รวมถึงการบริหารจัดการระบบคลังเก็บสินค้า ทั้งนี้ บริษัทฯ ถือได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการท่าเรือ มีความพร้อมในการดำเนินการด้านระบบสาธารณูปโภคทางทะเล การบำรุงรักษา รวมถึงพรั่งพร้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยีทันสมัยสามารถบริหารจัดการท่าเรือฯ มาบตาพุดได้ตามวัตถุประสงค์ของ กนอ. ที่ต้องการพัฒนาให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรือชั้นนำระดับโลก และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

สำหรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือฯ มาบตาพุด ระยะที่ 3 พื้นที่โครงการ พื้นที่รวม 1,000 ไร่ มูลค่าโครงการรวม 55,400 ล้านบาท ซึ่ง กนอ. คาดว่าผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการนี้ จะทำให้ท่าเรือฯ มาบตาพุดเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง และ โลจิสติกส์ทางน้ำของอาเซียนสู่เศรษฐกิจนานาชาติ เป็นประตูการค้า (Gateway) เชื่อมโยงกับภูมิภาค และสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ทั้งอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve อีกทั้งยังมีความสามารถในการรองรับการนำเข้าก๊าซ LNG เพื่อเป็นแหล่งพลังงาน สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่และท้องถิ่น ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างเศรษฐกิจชุมชนและเพิ่มรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ นับว่าเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนอีอีซี

น.สงสมจิณณ์ กล่าวว่า ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จัดตั้งขึ้นตามนโยบายภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เมื่อปี 2524 ด้วยการกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่เป้าหมาย ณ มาบตาพุด จังหวัดระยอง และแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแห่งใหม่ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2536 นับเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมน้ำลึกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแห่งเดียวในประเทศไทย โดยมีปริมาณสินค้าและปริมาณงานเพิ่มมากขึ้น และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันมีท่าเทียบเรือให้บริการ 12 ท่า ประกอบด้วยท่าเรือสาธารณะ (Public Berths) 3 ท่า ได้แก่ บจก.ไทยคอนเน็คทิวิตี เทอมินอล จำกัด บจก. ไทยแท้งค์เทอร์มินอล จำกัด (TTT) และ ท่าเรือฯมาบตาพุด (MIT) ท่าเรือเฉพาะกิจ 9 ท่า ได้แก่ บมจ. เอ็นเอ็ฟซี (NFC) บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTT GC) บจก. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) บจก. โกลว์ เอสพีพี 3 (GLOW SPP3) บจก. มาบตาพุดแท้งค์เทอร์มินอล (MTT) บจก. บีแอลซีพี เพาเวอร์ (BLCP)บจก. พีทีทีแอลเอ็นจี (PTT LNG) บจก. พีทีที แทงค์ เทอมินัล (PTT Tank) และบจก.ระยอง เทอร์มินอล (RTC) รวมทั้งผู้ประกอบการในพื้นที่ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด

นอกจากนี้ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดยังเป็น 5 ช่องทางขนถ่ายสินค้าผ่านท่า โดยส่วนสินค้านำเข้า-ส่งออกของด่านศุลกากรมาบตาพุดมีมูลค่า 1,028,070 ล้านบาทในปี 2562 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.06 จากปีงบประมาณ 2561 สำหรับปริมาณเรือและสินค้าผ่านเข้าออก มีปริมาณเรือทั้งหมด 7,738 ลำ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.17 จากปีงบประมาณ 2561 ที่มีจำนวน 7,088 ลำ และมีปริมาณสินค้ารวม 45,546,474.11 เมตริกตัน แบ่งเป็นสินค้าทั่วไปขาเข้า 30,515,495.25 เมตริกตัน และสินค้าทั่วไปขาออก 15,020,978.86 เมตริกตัน และเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักในการหารายได้ขับเคลื่อนต่อองค์กร

อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้บริหารจัดการด้วยแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการได้รับรางวัลเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ในปี 2560-2562 โดยได้รับการรับรองระดับ Eco-Champion Eco-Excellence และ Eco-World Class ในปี 2562 ตามลำดับ รวมทั้งมีความพร้อมรองรับการเป็น SMART ECO ตามยุทธศาสตร์ของ กนอ. ต่อไป