ขึ้นค่าแรงไม่กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ทำตามหาเสียง

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 14:42 น.

ขึ้นค่าแรงไม่กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ทำตามหาเสียง

นักวิชาการ ฟันธงขึ้นค่าแรงไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะขึ้นน้อยเกินไป และยังไม่ถึงตามที่พรรคการเมืองหาเสียง

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึง การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-6 บาทไม่ได้ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของผู้ประกอบการปรับตัวสูงขึ้นจึงไม่ควรเป็นเหตุของการปรับเพิ่มราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจมากนักเพราะปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ไม่ได้เป็นตามนโยบายที่พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลได้มีการหาเสียงเอาไว้ที่ 400-425 บาทต่อวันซึ่งคณะกรรมการไตรภาคีคงได้พิจารณาถึงประเด็นความสามารถในการจ่ายของนายจ้างและภาวะเศรษฐกิจว่าไม่สามารถดำเนินการได้ และควรมีมาตรการดูแลสถานประกอบการขนาดเล็กที่อาจได้รับผลกระทบจากขึ้นค่าจ้างด้วย และควรกำหนดให้มีโครงสร้างเงินเดือนสำหรับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปเพื่อเป็นระบบที่ดีที่ทำให้ลูกจ้างเห็นหลักประกันทางด้านค่าจ้าง ส่วนการใช้ระบบค่าจ้างทั่วไปก็ให้จ่ายค่าจ้างตามผลิตภาพและความสามารถในการผลิตและขึ้นอยู่กับอุปสงค์อุปทานในตลาดแรงงานรวมทั้งปัจจัยต่างๆทางเศรษฐกิจ

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เสนอว่าประเทศไทยควรนำระบบค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงมาบังคับใช้ โดยให้มีอัตราที่สูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานที่ไม่ได้ทำงานเต็มเวลามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็มีความยืดหยุ่นในการจ้างงานและบริหารต้นทุนด้านแรงงานได้ดีขึ้นอีกด้วยและจ้างเท่าที่จำเป็นต้องใช้แรงงาน เช่น กำหนดการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงที่ 50 บาทไม่ใช่เอาค่าจ้างขั้นต่ำรายวันมาเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมงเพราะจะทำให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างรายชั่วโมงต่ำเกินไป นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้กำหนดนโยบาย นายจ้าง ลูกจ้างและสถาบันฝึกอบรมเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและเตรียมรับมือกับผลกระทบของเทคโนโลยี หุ่นยนต์อัตโนมัติ อินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง (Internet of Things) และ การพิมพ์สามมิติ (3D Printing) ที่มีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดการจ้างงานโดยรวม

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า แรงงานไทยทั้งหมด 39 ล้านคนต้องเตรียมความพร้อมและรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยการเตรียมทักษะให้สามารถทำงานกับนวัตกรรมเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้ การบ่มเพาะทักษะด้านบุคคล (Soft Skills) และ ทักษะด้านความรู้ (Hard Skills) โดยเฉพาะความรู้ทางด้าน STEM (ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์) คนงานในอุตสาหกรรมส่งออกที่มียอดคำสั่งซื้อลดลงหรือหดตัวอย่างชัดเจน รวมทั้ง คนงานทักษะต่ำและมีระดับการศึกษาน้อย เป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องดูแลด้วยมาตรการต่างๆเป็นพิเศษเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในการถูกเลิกจ้างจากการชะลอของภาคส่งออก รวมทั้งการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า

นายอนุสรณ์ ได้อ้างถึง งานวิจัยขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่า ในสองทศวรรษข้างหน้า ตำแหน่งงานและการจ้างงานในไทยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 44 (กว่า 17 ล้านตำแหน่ง) มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติ ขณะเดียวกันจะมีตำแหน่งงานและโอกาสใหม่ทางธุรกิจเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นจะไม่สามารถชดเชยกับตำแหน่งงานที่หายไปได้ โดยกลุ่มคนงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ พนักงานขายตามร้านหรือพนักงานบริการตามเครือข่ายสาขา พนักงานบริการอาหาร ภาคเกษตรกรรม แรงงานทักษะต่ำที่ทำงานซ้ำๆ คนงานโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้าอาจได้รับผลกระทบสูงถึง 70-80% นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อภาคยานยนต์ คือ ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ รถยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้า 3D Printing วัสดุน้ำหนักเบา และ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง การออกแบบระบบเศรษฐกิจให้มีแบ่งปันกันมากขึ้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม แรงงานอาจจะใช้เวลาทำงานน้อยลงแต่ผลผลิตไม่ได้ลดลง กำไรของภาคธุรกิจไม่ได้ลดลง แรงงานจึงควรมีสวัสดิการและค่าจ้างที่สูงขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเรามีระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมมากขึ้นนั่นเอง

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ