posttoday

ส่งออกกู่ไม่กลับ ปีนี้ติดลบ1.5% ลุ้นปี'63ฟื้นตัว หวังอาร์เซ็บเพิ่มตลาดคู่ค้าใหม่

05 พฤศจิกายน 2562

สภาผู้ส่งออกฯ ประเมินส่งออกปีหน้า 0-1% จับตาปัจจัยเสี่ยงที่ยังรุมเร้าทั้ง เศรษฐกิจโลกชะลอ-บาทแข็งค่า-สหรัฐตัดจีเอสพี ขณะที่ปัญหาสงครามการค้ายังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

สภาผู้ส่งออกฯประเมินส่งออกปีหน้า 0-1% จับตาปัจจัยเสี่ยงที่ยังรุมเร้าทั้ง เศรษฐกิจโลกชะลอ-บาทแข็งค่า-สหรัฐตัดจีเอสพี ขณะที่ปัญหาสงครามการค้ายังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึง สถานการณ์การส่งออกประจำเดือนก.ย. 2562 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 20,481 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดลบ 1.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 19,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดลบ 4.2% ส่งผลให้ เดือนก.ย.ไทยเกินดุลการค้า 1,275 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยภาพรวมช่วง9 เดือน( ม.ค.- ก.ย.) ไทยส่งออกรวมมูลค่า 186,572 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 2.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านการนำเข้ามีมูลค่า 179,191 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 3.7% ส่งผลให้ช่วงเดือนม.ค.- ก.ย. 2562 ไทยเกินดุลการค้า 7,381 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ สรท. คาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2562 จะติดลบ 1.5% บนสมมติฐานค่าเงินบาท ปี'62 อยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และประเมินการส่งออกปี' 63 เติบโต 0-1%

สำหรับปัจจัยบวกที่จะช่วยพยุงการส่งออกคือ 1. การหาพันธมิตรการค้าใหม่ ผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี อาร์เซ็บ ในวาระที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 2. เหตุการณ์ความไม่สงบในฮ่องกง ทำให้นักลงทุนฮ่องและไต้หวันเริ่มหาพื้นที่กระจายความเสี่ยงมายังไทยเพิ่มขึ้น และ 3. สถานการณ์ Brexit ที่มีแนวโน้มที่ชัดเจนจากการที่สมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศเห็นพ้องกันในการขยายกำหนดเบร็กซิทเป็นวันที่ 31 ม.ค.2563 จากเดิมในวันที่ 31 ต.ค.2562 ทำให้ผู้ประกอบการได้มีระยะเวลาเพิ่มในการเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญประกอบด้วย 1. แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจากการตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐ จีน และขยายออกไปยังกลุ่มสหภาพยุโรป (4 ประเทศ) ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมการผลิตและการค้าโลกถดถอยอย่างรุนแรง รวมถึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและความต้องการในสินค้าทุน ดังจะเห็นการปรับคาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2019 ที่ลดลง เช่น จาก 3.32% เป็น 3% ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)

2 สหรัฐตัดสิทธิ์ จีเอสพีไทย ซึ่งครอบคลุมสินค้า 573 รายการ โดยสินค้าที่โดนตัดสิทธิ จีเอสพี มูลค่า 1,391 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 4.1% ของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 0.5% ของการส่งออกรวมของไทย ทำให้ไทยมีต้นทุนในการเสียภาษีตามอัตราปกติ (MFN Rate) ที่ 4.5 %หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณไม่เกิน 1,800 ล้านบาท ของสินค้าที่เสียสิทธิ จีเอสพี

3. สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ยังคงต้องเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะประกาศการเจรจา Trade war deal phase 1 “concrete progress” ดูเหมือนจะผ่านไปได้ดี แต่เป็นความตกลงการค้าในบางประเด็นเพื่อระงับการเก็บภาษีชั่วคราว ภายใต้วงเงินการจัดเก็บภาษีกลุ่ม 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จาก 25% เป็น 30% และการขึ้นภาษีกลุ่ม 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รอบที่ 2 อีก 554 รายการ เท่านั้น รวมถึงการเก็บภาษีนำเข้า Safeguard สินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้าของสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างการไต่สวน และจะประกาศผลในวันที่ 14 พ.ย.2562 นี้

4. ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องจากการเกินดุลสะพัดของไทย คิดเป็นสัดส่วนถึง 6% ของจีดีพี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ รวมถึงปัจจัยกดดันจากค่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าเนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่หดตัว

 

ข่าวล่าสุด

"บิ๊กโจ๊ก" ส่งทนายความแจ้งเอาผิด อดีตลูกน้อง"ฐานแจ้งความเท็จ"