ขุมทรัพย์แสนล้าน!!! ปมชิงเก้าอี้รมว.พลังงาน
ทีมเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ออนไลน์
ทีมเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ออนไลน์
จนถึงขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์เฟส 2 ยังต้องจับตาการอย่างใกล้ชิด เรียกว่าสถานการณ์พลิกผันมีเรื่องให้ตื่นตัวรายวัน โดยเฉพาะการจัดสรร ตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงที่ยังไม่ลงตัว
ล่าสุดกระทรวงพลังงาน เกิดปมร้อนหวิดทำพรรคพลังประชารัฐแตกเป็นเสี่ยง หลังกลุ่มสามมิตร ออก โรง ทุบโต๊ะ "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ"ต้องนั่งเก้าอี้พลังงานเท่านั้น พร้อมเตรียมขับไล่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ออกจากพรรค หลังมีข่าวจะควบตำแหน่งรัฐ มนตรีพลังานเอง
จนนายสนธิรัตน์ ต้องชี้แจงผ่านสื่อข้ามประเทศระหว่างอยู่ที่สหรัฐ ว่า ไม่ได้มีส่วนในการเลือกตำแหน่งรัฐมนตรีและไม่ขอรับตำแหน่งใดๆทั้งสิ้น ถ้อยคำของนายสนธิรัตน์ คงพอจะช่วยลดกระแสความร้อนทางการเมืองไปบ้าง แต่ก็ทำให้เกิดรอยร้าวและปัญหาเสถียรภาพของพรรคพลังประชารัฐไม่น้อย
คำถาม? ตามมาก็คือ เหตุใดจึงเกิดศึกแย่งชิงเก้าอี้กระทรวงพลังงาน มีอะไรที่เป็นแม่เหล็ก ถึงขั้นต้องแตกหักระหว่างพรรคการเมือง
ไม่ว่าการตั้งรัฐบาลยุคไหนก็ตาม กระทรวงพลังงานถูกจัดเป็นกระทรวงพรีเมี่ยม เป็นที่หมายปองของบรรดานักการเมืองมาโดยตลอด เพราะหนึ่งเป็น กระทรวงเศรษฐกิจ ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ สอง เป็นกระทรวงที่คลอดนโยบายการลงทุนด้านพลังงาน ทั้งโรงไฟฟ้า สัมปทานปิโตรเลียม การบริหารจัดการเชื้อเพลิง ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ตลอดจนมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนใหญ่ในแวดวงพลังงานของพรรคการเมือง และสุดท้าย ได้กำกับดูแลบริษัทปตท. บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลแทบทุกชุด เนื่องจากมีกำไรมหาศาล มีเครือข่ายธุรกิจจำนวนมาก
ทั้งนี้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 หรือ พีดีพี 2018 ถือเป็นเป้าหมายใหญ่ ที่นักการเมืองให้ความสนใจ เพราะมีการกำหนดแผนจัดสรรโรงไฟฟ้าใหม่ โดยช่วงปลายแผนจะมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 77,211 เมกะวัตต์ เป็นกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ 56,431 เมกะวัตต์ ซึ่งจะต้องมีการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนโรงเก่าที่ปลดระวาง ที่นับรวมกันมีมูลค่าการลงทุนหลายแสนล้านบาท ทั้งที่เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงานทดแทน และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) เพื่อป้อนความต้องการใช้ในระยะ20 ปีข้างหน้า
โดยเฉพาะกรณีโรงไฟฟ้าหลักแห่งใหม่จำนวน 8 แห่งกำลังผลิตกว่า 6,000 เมกะวัตต์ กำหนดไว้จะเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี)ที่จะต้องเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้า ถือเป็นบิ๊กโปรเจ็คในแวดวงพลังงาน ซึ่งต้องรอรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาดำเนินการ เพราะหากใครชนะดีลนี้ไปแน่นอน มีผลเชื่อมโยงกับธุรกิจของตนเองและหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ขณะที่ยังมีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ที่กำหนดสัดส่วนไว้ 20,766 เมกะวัตต์ แต่มีการประเมินกันว่า ในช่วง 4-5 ปีนี้จะยังไม่มีการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าโครงการใหม่ ยกเว้น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ภาคประชาชน ที่กำหนดไว้ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มนำร่องเปิดรับซื้อไปแล้ว 100 เมกะวัตต์ในปีนี้ โดยผลดีน่าจะเกิดกับ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโซลาร์เซลล์มากกว่า
นอกจากนี้แผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ก็เป็นอีกโครงการที่เอกชนหลายราย หวังจะเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาดจากบริษัทปตท. ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำเข้าเพียงรายเดียว แม้ล่าสุดจะไฟเขียวให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นำร่องจัดหาแอลเอ็นจีเข้ามาเอง 1.5 ล้านตัน โดยเปิดให้มีการสรรหาเอกชนเข้ามาดำเนินการ แต่ก็ต้องถูกเบรกจากคณะกรรมการบริหารนโบบายพลังงาน(กบง.) เพราะเกรงว่าหากมีการนำเข้ามาในช่วงปี 2563 ขณะที่ปตท.มีแผนนำเข้าอยู่แล้ว 5.2 ล้านตันต่อปี จะเกิดปัญหาปริมาณการใช้น้อยกว่าที่นำเข้ามาจนเกิดต้นทุนในค่าไฟฟ้า จึงให้ไปศึกษากันให้รอบคอบวางแผนให้รัดกุมร่วมกับปตท.อีกครั้ง
ท้ายสุด การจัดหาแหล่งพลังงานให้กับประเทศ กระทรวงพลังงานมีแผนเตรียมเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย รอบใหม่ ก่อนหน้านี้ได้ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปศึกษาแนวทางการเปิดประมูล ไปแล้ว เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่นำเข้าจากต่างประเทศเพราะมีราคาสูง
อย่างไรก็ตามนโยบายพลังงานเหล่านี้ รัฐมนตรีคนใหม่จะต้องมาบริหารจัดการ หรืออาจมีการทบทวนในบางกรณีหากเห็นว่ามีความจำเป็น ซึ่งย่อมส่งผลให้เกิดแรงเพื่อมกับกลุ่มทุนทางพลังงานที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ และต้องรักษาหน้าตักของตัวเองไว้ ไม่ให้ได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงของการคัดเลือกบุคคลมานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนของใคร หากคนที่ใช่ไม่ได้ถูกเลือกก็อาจทำให้ผลประโยชน์ลดลง ขณะเดียวกันหากได้คนที่่ถูกใจ ผลประโยชน์ก็ลงตัวได้


