ม.หอการค้าประเมินฝุ่นพิษกระทบเศรษฐกิจไทย2-4หมื่นล้าน
ม.หอการค้า ประเมินปัญหาฝุ่นพิษลากยาว 3 เดือน ทุบเศรษฐกิจไทยเสียหาย 2-4 หมื่นล้านบาท หนุนรัฐแก้ปัญหาจริงจังทั้งใช้ดีเซลพรีเมียม คุมรถควันดำ
ม.หอการค้า ประเมินปัญหาฝุ่นพิษลากยาว 3 เดือน ทุบเศรษฐกิจไทยเสียหาย 2-4 หมื่นล้านบาท หนุนรัฐแก้ปัญหาจริงจังทั้งใช้ดีเซลพรีเมียม คุมรถควันดำ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ทำการประเมินสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยคาดว่าหากสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองลากยาวออกไป 3 เดือน จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 2-4 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อเดือนกระทบเศรษฐกิจไทยประมาณ 1-1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมก่อนหน้านี้ที่ทำการประเมินว่าสถานการณ์ฝุ่นจะเป็นแค่ระยะสั้นหรือยุติในช่วงกลางเดือนก.พ. ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 8,000-1 หมื่นล้านบาท
“ที่ประเมินสถานการณ์ค่าฝุ่นรุนแรงขึ้นจากครั้งก่อนที่ได้ทำการสำรวจในช่วงทำโพลค่าใช้จ่ายตรุษจีน เพราะเริ่มมีผลกระทบในด้านจิตวิทยาเห็นได้ชัดมากขึ้น ทั้งการประกาศหยุดเรียน 2 วัน และเริ่มมีข่าวจากการไม่สบายของผู้ที่ได้รับผลกระทบค่าฝุ่น ทำให้คนเริ่มวิตกกังวลต่อสถานการณ์ฝุ่นจริงจังมากขึ้น ดังนั้นจึงมีการประเมินว่าหากลากยากไปถึงจะกระทบเศรษฐกิจไทย 2-4 หมื่นล้านบาท โดยผลเสียหายจะเกิดขึ้นกับภาคการท่องเที่ยวมากสุด”นายธนวรรธน์ กล่าว
สำหรับการประเมินตัวเลขผลกระทบค่าฝุ่นกับเศรษฐกิจไทย ได้คำนวณจากภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้ากากอนามัยของประชาชน โดยมีการซื้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 800 บาท/เดือน รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ รวมทั้งการสูญเสียรายได้จากการนำเข้าหน้ากากเอ็น 95 จากต่างประเทศ และการสูญเสียรายได้ภาคการท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงการสูญเสียงบประมาณของภาครัฐในการแก้ไขปัญหา
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มาตรการรัฐบาลที่เร่งแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นละอองด้วยการให้มีสนับสนุนให้รถใช้น้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียม รวมถึงการกวดขันจับกุมรถควันดำ และควบคุมการก่อสร้างและโรงงานที่ปล่อยมลพิษให้มากขึ้น เป็นเรื่องที่เห็นด้วยและต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะปัญหาฝุ่นละอองจะมีผลกระทบทางด้านจิตวิทยารุนแรงที่กระทบเศรษฐกิจและสุขภาพของคนไทย ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ฯได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันมาฆบูชา หรือวันที่ 19 ก.พ. 2562 พบว่าจะมีเงินสะพัดรวม 2,667.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.12% ซึ่งสาเหตุที่การใช้จ่ายในช่วงวันมาฆบูชาปีนี้ไม่คึกคัก เพราะเป็นวันหยุดกลางสัปดาห์เพียง 1 วันเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องการใช้จ่ายในด้านท่องเที่ยวเข้ามากระตุ้น โดยพฤติกรรมของการสำรวจพบว่าจะใช้จ่ายในการทำบุญอยู่ที่ประมาณ 1,100.85 บาท/คน ใช้จ่ายอื่นๆ 1,529.08 บาท/คน
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงศาสนาไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ตอบว่ายึดวัตถุนิยมมากสุด รองลงมาศาสนาเสื่อมถอยลง โดยปัญหาที่ควรแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียทางศาสนา คือ ควรมีบทลงโทษที่รุนแรง เมื่อมีการปฏิบัติตัวไม่เป็นไปตามหลักคำสอน มีระบบตรวจสอบหรือองค์กรกลางเพื่อควบคุมและดูแลเงินบริจาค/สนับสนุนของวัดหรือโรงเรียน มีการสอดส่องและตรวจสอบการกระทำของพระภิกษุสามเณรอย่างจริงจัง


