'อินเด็กซ์'ซบเพื่อนบ้าน ทดแทนอีเวนต์ไทยชะลอตัว

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2559 เวลา 08:20 น.

'อินเด็กซ์'ซบเพื่อนบ้าน ทดแทนอีเวนต์ไทยชะลอตัว

โดย...จะเรียม สำรวจ

จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หรือซีแอลเอ็มวี ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวียดนาม ที่ภาพรวมทางเศรษฐกิจล่าสุดมีการขยายตัวมากถึง 6.8% ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเล็งเห็นโอกาสในการเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศดังกล่าว

หนึ่งในนั้นก็คือ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ซึ่งล่าสุดได้เซ็นสัญญาบันทึกข้อตกลงกับรัฐบาลเวียดนาม ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรม การกีฬา และการท่องเที่ยว จังหวัดกว่างนาม เมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม และบริษัท เวียดนาม เซ็นเตอร์ ประเทศไทย รับสิทธิการบริหารจัดการพื้นที่เมืองฮอยอัน ทั้งในด้านของงานอีเวนต์ งานด้านศิลปวัฒนธรรม และงานแสดงประเภทต่างๆ    เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้บริษัทสนใจเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในเวียดนาม เพราะมีความพร้อมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของแรงงาน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านกฎหมายที่รองรับการลงทุน หรือ ด้านการทำธุรกิจจากต่างชาติ

นอกจากนี้ ข้อตกลงเรื่องการค้าเสรีและการให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษาโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ถือว่าเวียดนามให้ความสำคัญอย่างมาก จึงเป็นโอกาสที่นักธุรกิจจากไทยจะเข้าไปลงทุนพัฒนาธุรกิจในหลากหลายแง่มุมในเวียดนาม เช่นเดียวกับบริษัท อินเด็กซ์ฯ ที่มีความสนใจจะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในหลากหลายรูปแบบในเมืองฮอยอัน หลังจากได้รับสิทธิให้เข้าไปดำเนินธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2560

เบื้องต้นบริษัท อินเด็กซ์ฯ มีแผนที่จะประเดิมการจัดงานในเมืองฮอยอันด้วยกัน 2 งาน คือ งาน ฮอย อัน ไลท์ เฟสติวัล 2017 จะเป็นการเนรมิตเมืองฮอยอันให้เต็มไปด้วยสีสันแห่งความสนุก โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ม.ค.-5 ก.พ. 2560 ส่วนอีกหนึ่งงานที่เปิดเผยได้แล้วในขณะนี้ คือ งานฮอยอัน อินเตอร์เนชั่นแนล มาราธอน 2017 จะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย. 2560   เกรียงไกร กล่าวต่อว่า การได้รับสิทธิในการเข้าไปทำธุรกิจอีเวนต์และพัฒนาธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ในเมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม ถือเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่บริษัทจะพัฒนาขึ้นมา ซึ่งถ้าทำที่เมืองฮอยอันได้ผล บริษัทก็จะนาโมเดลธุรกิจนี้ไปพัฒนาในเมืองอื่นๆ ของเวียดนาม รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ซึ่งจาก 2 งานแรกที่จะได้ทำในเมืองฮอยอัน และอยู่ระหว่างการเจรจาอีกประมาณ 2-3 งาน คาดว่าจะทำให้บริษัทมีรายได้จากการเข้าไปทำธุรกิจในเวียดนามในสิ้นปี 2560 ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

นอกจากจะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในเวียดนามแล้ว ในปี 2560 บริษัท อินเด็กซ์ฯ ก็มีแผนที่จะขยายธุรกิจในเมียนมาด้วย หลังจากเข้าไปทดลองทำธุรกิจแล้วได้ผลการตอบรับที่ดี ดังนั้นในปี 2560 จึงมีแผนที่จะเพิ่มงานแฟร์อีก 1 งาน จากเดิมจัดอยู่แล้ว 3 งาน ขณะเดียวกันก็จะทำการจัดงานอีเวนต์ของตัวเองอีก 1-2 งาน และรับจัดงานอีเวนต์อื่นๆ อีกหลายงาน

ในส่วนของกัมพูชาก็มีแผนที่จะเข้าไปขยายธุรกิจเพิ่มขึ้นเช่นกัน หลังจากเข้าไปทดลองจัดงานแคมโบเดีย อาร์คิเทค แอนด์ เดคอร์ 2016 แล้วได้ผลการตอบรับที่ดี โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีการขยายขนาดงานดังกล่าวให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อรองรับผู้สนใจรายใหม่ที่จะเข้ามาร่วมงาน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าแนวทางการทาธุรกิจหลักในต่างประเทศของปี 2560 จะเน้นที่ 3 ประเทศ คือ เมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา แต่ขณะเดียวกันบริษัท อินเด็กซ์ฯ ก็มีความสนใจที่จะเข้าไปขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศทางตอนใต้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาตลาดในมาเลเซีย ซึ่งหากพบโอกาสและช่องว่างทางธุรกิจก็พร้อมที่จะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในทันที

เกรียงไกร กล่าวอีกว่า จากการขยายงานในต่างประเทศดังกล่าว คาดว่าในปี 2560 บริษัทจะมีรายได้มากจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัดได้ ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งถือว่านำมาชดเชยรายได้จากธุรกิจอีเวนต์ที่ชะลอตัวในช่วงปลายปี เนื่องจากขณะนี้ไทยยังอยู่ในระหว่างความโศกเศร้าจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

แม้ว่าขณะนี้ไทยจะยังไม่พร้อมกับการงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง หลังจากสถานการณ์ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เชื่อว่าภาพรวมธุรกิจอีเวนต์ของไทยน่าจะกลับมาคึกคักเหมือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เพราะไทยถือเป็นหนึ่งในเดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้าร่วมงานอีเวนต์ประเภทต่างๆ

ข่าวอื่นๆ