posttoday

อาถรรพ์ Sell in May ควรระวังหรือไม่

06 พฤษภาคม 2559

โดย เจษฎา สุขทิศ, CFA &ชยนนท์ รักกาญจนันท์ AFPT INFINITI Global Investors, The Ultimate Investment Solution

โดย เจษฎา สุขทิศ, CFA &ชยนนท์ รักกาญจนันท์ AFPT INFINITI Global Investors, The Ultimate Investment Solution

กลับมาอีกครั้งกับ The War Room โดย Mr.Messenger Vs FundTalkนะครับ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง “Sell in May and go away” ซึ่งเป็นคำพูดติดปากของนักลงทุนทั่วโลกว่าเดือนพฤษภาคมมักจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีของตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นไทย โดยมีโอกาสที่ตลาดจะขาดทุนมากกว่าเดือนอื่น ๆ เราสองคนจะมาถกประเด็นนี้กันวันนี้ครับ

เจษฎา : เอาสั้น ๆ เลยครับ คุณแบงค์ว่า Sell in May ปีนี้มีโอกาสเกิดหรือไม่

ชยนนท์ : ตอบชัด ๆ เลยคุณเจท ผมว่ามีโอกาสเกิดสูงทีเดียวครับ

เจษฎา : ว้า...ไม่สนุกเลยผมก็ว่ามีโอกาสที่จะเกิด Sell in May สูงเหมือนกัน อย่างนี้ไม่ได้เถียงกันเลย ไม่เป็นไร แล้วคุณแบงค์ว่ามันจะเกิดเพราะอะไรครับ

ชยนนท์  : ผมลองศึกษาสถิติเรื่องนี้ดูนะ พบว่าตลาดหุ้นบ้านเรามีโอกาสเกิด Sell in May 6 ใน 10 ปีหลังสุด และถ้าปีไหนตลาดหุ้นไทยในช่วง 4 เดือนแรกทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดหุ้นโลก โอกาสเกิด Sell in May จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งปีนี้ก็เข้ากรณีนั้นพอดีที่ตลาดหุ้นไทยทำผลตอบแทนดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในช่วง 4 เดือนแรก ดังนั้นประเด็นแรกคือเรื่องทางสถิติที่บอกว่าโอกาสเกิด Sell in May มีสูงทีเดียว เอาละตาคุณเจทบ้าง มองประเด็นอะไรเป็นหลักครับ

เจษฎา : ที่ผมห่วงที่สุดตอนนี้คือประเด็นการผิดนัดชำระหนี้ของหลายบริษัท รวมไปถึงบางประเทศในโลกนะ วันก่อนอ่านเจอใน Financial Times เค้าบอกว่าในรอบ 4 เดือนแรกของปีนี้มีบริษัทขนาดใหญ่ในโลกผิดนัดชำระหนี้ไปแล้วกว่า 50 บริษัท เฉพาะเดือนเมษายนเดือนเดียวเบี้ยงหนี้ไปแล้ว 16 บริษัท สูงที่สุดนับแต่มีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ช่วงปี 2008 – 2009 เลยครับ ผลกระทบจากราคาน้ำมัน เหล็ก สินแร่ สินค้าเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานานเริ่มทำให้หลายบริษัทประสบปัญหาทางการเงิน มีตั้งแต่บริษัทเหล็กขนาดใหญ่ในจีน บริษัทผลิตถ่านหินขนาดต้น ๆ ของโลก ประเทศเปอร์โตริโก้ บริษัทผลิต Shale Oil ในสหรัฐฯ ฯลฯ เริ่มทยอยเบี้ยวหนี้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้ผมห่วงที่สุดว่ามันยังไม่จบแค่นี้ แล้วคุณแบงค์ล่ะครับ ถ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจมหภาคมองประเด็นไหนเป็นหลัก

ชยนนท์ : ผมมองว่ามนต์ขลังของธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มจะไม่ค่อยขลังเหมือนเดิมแล้ว ซึ่งน่าเป็นห่วงทีเดียว อย่างล่าสุดยุโรปเพิ่งประกาศเพิ่มการกระตุ้นทางการเงินไปเมื่อเดือนมีนา ปรากฏว่าเศรษฐกิจยุโรป และตลาดหุ้นดูจะไม่ตอบรับเท่าไหร่เหมือนอย่างเคย ทางญี่ปุ่นยิ่งหนักกว่า ดูเหมือนกระสุนจะหมดรึเปล่า เพราะที่ผ่านมาประกาศกระตุ้นไปมากเหลือเกิน พอมาการประชุมนโยบายการเงิน 2 ครั้งหลังประกาศไม่เพิ่มการกระตุ้นทางการเงิน ค่าเงินเยนเลยแข็งแร็วมากนับตั้งแต่ต้นปีกว่า 10% ไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับภาคส่งออกแน่นอน เพราะค่าเงินเยน ณ จุดนี้แข็งกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วไปแล้ว กลับมามองบ้านเราบ้างดีกว่าคุณเจท คิดว่าปัจจัยบ้านเราเป็นไงบ้าง

เจษฎา : ดูผลประกอบการไตรมาส 1 ปีนี้ไม่ได้โตมากเลยนะ แต่ตลาดหุ้นกลับบวกดีเหลือเกิน หลัก ๆ มาจากเรื่อง Fund Flow เวลาราคาหุ้นขึ้นโดยไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานแบบนี้ผมจะระวังให้มาก และไม่บุ่มบ่ามเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม เศรษฐกิจไทยก็เช่นกัน นอกจากการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยวแล้ว ภาคอื่น ๆ ยังถือว่าเหนื่อยมาก ล่าสุดแบงค์ชาติลดประมาณการเศรษฐกิจไปอีกรอบนึ่งเหลือ 3% ต้น ๆ อีกแล้ว และไม่รู้ว่าจบหรือยังกับการลดประมาณการของแบงค์ชาติในปีนี้

ชยนนท์ : สุดท้ายคือเรื่องการเมืองในประเทศที่หลายคนมองว่านิ่งมานาน แต่ถ้าหากเกิดกรณีการลงประชามติ และไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีกล่ะก็ ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศแน่นอน นี่เป็นอีกเรื่องนึงที่ผมมองว่านักลงทุนมองข้ามไปเหมือนกันครับ เพราะมันนิ่งมานาน

ทั้งหมดก็เป็นมุมมองเรื่อง Sell in May ของตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นไทยของเราสองคนสำหรับปีนี้ ขอให้ผู้อ่านอย่าเชื่อเราทั้งหมด  แต่ใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจการลงทุนด้วยตัวท่านเองนะครับ โชคดีในการลงทุนครับ

ข่าวล่าสุด

เอาอยู่! MTS Gold ชี้ทองคำ 7 หมื่นบาทคือฐานใหม่ - ปีหน้าลุ้นแสนบาท