มองแบบเห็นตัวเราเป็นคนอื่น

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 18:06 น.
มองแบบเห็นตัวเราเป็นคนอื่น
คอลัมน์ Great Talk

สวัสดีค่ะ อจ. เกรท ปรมะ ดิฉัน ชื่อ ตุ๊กค่ะ ปัจจุบัน ดิฉันอายุ 30 ปี เป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ดิฉัน ทำงานในตำแหน่ง Supervisor ส่วนของการตลาดค่ะ ซึ่งเดือนหน้าทางหัวหน้าจะปรับตำแหน่งให้กับดิฉัน

โดยหัวหน้าบอกมาว่า มีตัวเลือกที่จะปรับอีกหนึ่งคนรวมดิฉันเป็นสองคน โดยเขาอยากให้ดิฉันประเมิน ข้อดีข้อเสียของตนเองพร้อมทั้งเขียนรายละเอียดที่บริษัทจะได้รับจากการปรับตำแหน่งให้ดิฉัน เรื่องของเรื่องคือ ดิฉันหาข้อดีตัวเองไม่ค่อยเจอ ค่ะ มีแค่ขยัน ส่วนเรื่องเก่ง หรือฉลาดคล่องแคล่วเหมือนอีกคนนั้น ดิฉันสู้ไม่ได้เลยค่ะ จะทำอย่างไรดีค่ะ คือลองเขียนดูแล้ว เขียนไม่ออกเลยค่ะ รบกวนด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

สวัสดีครับคุณตุ๊ก ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีด้วยสำหรับการเป็น Candiate(ผู้สมัครเข้าคัดเลือก) การได้เลื่อนตำแหน่งนะครับ ผมเชื่อว่าที่คุณตุ๊กได้ผ่านการคัดเลือกเพื่อโปรโมทตำแหน่งนั้น ย่อมเกิดจากความมานะพยายามและล้วนเกิดจากความสามารถของคุณตุ๊กแน่นอนครับ มั่นใจในตัวเองเถอะครับ 

คราวนี้สิ่งที่หัวหน้าคุณตุ๊กต้องการ เหมือนเป็นการประเมินข้อดีข้อเสียรวมถึงสิ่งที่คุณจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรต่อไปในอนาคต 

ผมว่าข้อดีถือเป็นโอกาสดีที่คุณตุ๊กจะได้โชว์ความสามารถในตนเองได้อีกนะครับแต่ที่คุณตุ๊กคิดไม่ออกนั้นเป็นเพราะว่าคุณตุ๊กมองตนเองไม่ออกเหมือนที่หลายๆคนมักมองไม่ออกเหมือนกันครับ

งั้นเราจะมาฝึกมองแบบนี้ครับ มองแบบเห็นตัวเราเป็นคนอื่นครับ โดยเราใช้เทคนิคทางการตลาดเพื่อวิเคราะห์ตนเองซึ่งเป็นแบบเบสิคเลยครับ นั้น คือ SWOT Analysis(การวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนโอกาสและอุปสรรคภายนอก)

ตัวอย่างเช่น ในส่วน SW เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายในคือตัวคุณตุ๊กเองนะครับ

S Strengths จุดแข็ง ของคุณตุ๊ก น่าจะเป็น ความขยัน ความอดทน มุมานะ ไม่ยอมแพ้ ชอบเรียนรู้

W Weakness จุดอ่อน อาจจะเป็นเรียนรู้ช้าต้องอาศัยเวลา(ที่คุณตุ๊กบอกว่าตนเองไม่ฉลาดในส่วนนี้ผมปรับเพื่อให้เหมาะสมกับการวิเคราะห์นะครับ) หรืออาจจะเป็นเป็นคนตั้งใจมากเกินไปจนลืมพักผ่อน อะไรแบบนี้นะครับ

ส่วนการวิเคราะห์ OT เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก(ที่คุณตุ๊กไม่สามารถควบคุมมันได้ครับ)

O Opportunity โอกาส เช่น การเปิดรับความรู้ที่หลากหลายของสายการตลาดและส่วนอื่นๆที่มีการCross Function หรือความรู้ที่ข้ามสายงานกัน เช่น ต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี การเงิน เป็นต้น หรือการอยู่ในยุคของโลกอินเตอร์เน็ตที่ทำให้การสื่อสารของการทำงานง่ายและสะดวกมากขึ้น 

T Threat อุปสรรคหรือการคุกคามจากปัจจัยภายนอก เช่น ในสภาวะโควิด19 ทำให้เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ อันนี้ชัดเจนครับ รวมถึงความรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ต้องตามให้ทัน

มาถึงส่วนสำคัญที่คนส่วนใหญ่ที่มักจะรู้อยู่แล้วแต่มองข้ามไป คือ “แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อเอาชนะหรือหาจุดที่ลงตัวที่เราจะแสดงศักยภาพของตนเองออกมาได้ดีที่สุด หลังจากการวิเคราะห์ SWOT ออกมาแล้ว นั้นคือ

การนำเอาจุดแข็งของเรามาตีโจทย์ว่า “จุดแข็งของเราจะขยายไปสู่โอกาสและจุดแข็งของเราจะสามารถเอาชนะอุปสรรคภายนอกที่อาจจะคุกคามเราได้อย่างไร”

หลายคนเคยถามผมว่าแล้วเราไม่เอา Weakness หรือจุดอ่อนของเรามาวิเคราะห์ต่อหรือ?

ในมุมมองของผมคือ เอามาวิเคราะห์ต่อครับ แต่ไม่ใช่เอามาเพื่อวิเคราะห์หาจุดที่ดีที่สุดในการเอาชนะสิ่งต่างๆ จุดอ่อนของเรา รู้เอาไว้เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นครับ เพราะคนเราไม่สามารถคิดกลยุทธ์โดยใช้จุดอ่อนมาเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แต่ต้องใช้จุดแข็ง ของตนเองและปรับปรุงจุดอ่อนที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ของตนเองในอนาคตครับ

เช่น หากเรานำ จุดเด่นของคุณตุ๊ก มาสร้างโอกาสแล้วล่ะก็ จะได้ว่า จากการที่ดิฉันเป็นคนชอบเรียนรู้ ขยันและตั้งใจอาจทำให้สามารถฝึกฝนเรียนรู้องค์ความรู้ที่ข้ามสายงานต่างๆเพื่อนำมาพัฒนาให้กับสายการตลาดของเรา โดยอาจใช้เวลาในการฝึกฝนนอกเวลาทำงานเพื่อไม่ให้กระทบเวลางาน

และหากเรานำจุดเด่น มาเอาชนะอุปสรรค อาจจะเขียนได้เป็น ในยุคโควิด19 ความละเอียดรอบคอบและความใจเย็นเอาใจใส่เป็นเรื่องสำคัญดังนั้น ความรอบคอบของดิฉันจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้ทีมมีความกระตือรือร้นต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่ถูกผลกระทบจาก โควิด19 

เป็นอย่างไรบ้างครับคุณตุ๊ก พอได้ไอเดียไหมครับ อย่างไรก็ตามมั่นใจไว้ครับคนเราประสบความสำเร็จไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่โตเพียงใด ไม่มีคำว่าฟลุ๊ค หรอกครับ สู้ครับมั่นใจไว้ครับ

^^ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ