รับมือโควิดเลยเวลาโทษกันว่าใครผิด....การเมือง-รัฐ-ประชาชนต้องช่วยกัน

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 07:21 น.
รับมือโควิดเลยเวลาโทษกันว่าใครผิด....การเมือง-รัฐ-ประชาชนต้องช่วยกัน
คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ

สถานการณ์ระบาดโควิดมาถึงเวลานี้รุนแรงสูงสุดช่วง 4 เดือนผู้ป่วยติดเชื้อ 5.32 แสนคนไม่รวมตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการเท่าไรไม่รู้แต่ที่แน่อีกเป็นแสนคน จำนวนผู้เสียชีวิต 4,468 รายจนบางวัดถึงขั้นเมรุเผาศพพัง ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ป่วยทะลุเฉลี่ยวันละ 1.7 หมื่นรายมีการคาดสถานการณ์เดือนสิงหาคมจะรุนแรงมากขึ้น หากไม่ทำอะไรอาจมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าโอกาสสูงที่จะมีการล็อกดาวน์ต่อ กล่าวได้ว่าการควบคุมและแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดของไทยอยู่ในขั้นวิกฤตคนติดเชื้อเดิมสามารถแบ่งเป็น คลัสเตอร์เพื่อการควบคุม แต่ขณะนี้อยู่ในระดับสถานประกอบการ สำนักงานและโรงงานจนเข้าไปถึงครัวเรือนโอกาสติดเชื้อมาได้ทุกทิศทางจากเพื่อนไปสู่เพื่อน จากพ่อแม่-ปู่ย่าตายายไปสู่ลูกหลาน เด็กที่ติดเชื้อและกลายเป็นเด็กกำพร้าเนื่องจากแม่หรือพ่อป่วยตายไปก่อนเป็นภาพที่เห็นได้บ่อยขึ้น

การรับมือของระบบสาธารณสุขซึ่งมีคนป่วยสะสมจำนวนมากและแต่ละวันมีเข้ามาเสริมอีกเป็นหมื่นคนเกินขอบเขตที่จะดูแล ภาพผู้ป่วยที่นอนให้ออกซิเจนรักษาตัวตามริมทางเดินในโรงพยาบาล บางแห่งต้องรอในที่จอดรถหรือแม้แต่หน้าโรงพยาบาลซึ่งกลายเป็นจุดพักรอรักษา คนติดเชื้อจำนวนมากไม่มีโรงพยาบาลรับตัวต้องรอคิวยาวบ้างก็ตายคาบ้าน คนป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามเตะหลัก 2 แสนรายโดยร้อยละ 37.2 อยู่ในโรงพยาบาลที่เหลือรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสนามเกินกำลังที่หมอและบุคลากรทางการแพทย์จะสามารถรับมือได้ซึ่งตัวเลขนี้ไม่แน่ใจว่ารวมคนป่วยที่รักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation)

อย่าไปโทษระบบสาธารณสุขของไทยเพราะไม่ได้ออกแบบให้มารับมือกับจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อจากโรคระบาดครั้งใหญ่ที่คนป่วยทะลุสองแสนกว่าคน วันนี้แค่จะไปตรวจหาเชื้อก็เป็นเรื่องยากโรงพยาบาลต่างๆ  ไม่รับเพราะดันไปผูกกับเงื่อนไขว่าต้องรับรักษาทำให้โรงพยาบาลต่างๆ ปฏิเสธแม้แต่จะยอมเสียสตางค์ 3-4 พันบาทก็เป็นเรื่องยาก การตรวจเชื้อด้วยตนเองหรือ “ATK” หากเจอ 2 ขีดแสดงว่าโอกาสติดเชื้อสูง ประเด็นคือ “แล้วทำไงต่อ” โทรไปเบอร์ “1668” ต่อก็ยากถึงติดก็ต้องฟังเพลงไม่มีคนรับสาย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการติดเชื้อที่รุนแรงวันนี้ต้นเหตุมาจากความล้มเหลวในการวางแผนจัดหาวัคซีน ณ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษว่าใครผิดใครถูก “ศบค.” และผู้ที่รับผิดชอบบ้านเมืองต้องคิดแก้ปัญหาเพราะคนที่ฉีดเข็มแรกวันนี้สัดส่วนประมาณร้อยละ 26.2 ของเป้าหมายที่จะฉีดประชากร 50 ล้านคนภายในสิ้นปีหากตัวเลขยังเป็นเช่นนี้อย่างเก่งก็ไม่เกินร้อยละ 60-70 คงเป็นโจทย์ท้าทายที่รัฐบาลต้องแก้ไข ที่ต้องเข้าใจเวลานี้ตลาดวัคซีนเป็นของผู้ผลิตไม่ใช่จะซื้อได้ง่ายๆ เนื่องจากผลิตไม่ทันขาย ทุกคนจึงต้องช่วยกันแม้แต่อดีตนายกทักษิณหรือ “Tony Woodsame” เจ้าตัวไลฟ์ออนไลน์บอกว่ารู้จักคนเยอะหากต้องการช่วยชาติก็ติดต่อให้เขาแบ่งขายหากทำได้จริงคนไทยก็ชูนิ้วให้

ลองมาดูการแก้ปัญหารับมือโควิดของไทยในสายตาของต่างชาติขอยกตัวอย่างดัชนีอันดับประเทศ    ที่รับมือและฟื้นตัวจากโรคระบาด GCI : Global Covid-19 Index เป็นการจัด Ranking Index 180 ประเทศทั่วโลก ช่วงต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาไทยอยู่ในอันดับ 163 ได้ 35.21 คะแนนจัดเป็นประเทศ      ที่มีการบริหารจัดการปัญหาโควิดอยู่ในอันดับค่อนข้างแย่ ที่กล่าวไม่ได้โมเมข้อมูลได้มาจากเว็บไซต์ PPlv.nd36.com และล่าสุดมีการจัดทำอินเด็กซ์ปรับระดับไทยขึ้นชั้นมาอยู่ในลำดับที่ 151 โดยมีมาเลเซียอยู่ในอันดับ 155 อย่าไปดีอกดีใจเพราะประเทศอาเซียนที่อยู่ลำดับหน้าไทย เช่น เวียดนามลำดับ 71, สปป.ลาวลำดับ 79 และอินโดนีเซียลำดับ 95

การที่ไทยอยู่ในอันดับที่ต่ำแสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเพราะขนาดประเทศด้อยพัฒนาแทบทวีปแอฟริกา เช่น ประเทศรวันดาและประเทศคองโกลำดับการรับมือและฟื้นตัวจากโควิด ยังดีกว่าไทย ขอยกตัวอย่างอีกสถาบันคือ “Nikkei Asia” ซึ่งมีการจัดทำ “Covid-19 Recovery Index”   ณ วันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมาปรากฏว่าไทยเกือบรั้งท้ายอยู่ในลำดับ 118 จาก 120 ประเทศทั่วโลกได้ 26 คะแนน ขณะที่สปป.ลาวอยู่ในลำดับ 66 ได้ 48 คะแนน (อ้างอิง www.posttoday.com) ที่ยกตัวอย่างไม่มีเจตนาแอบแฝงดิสเครดิตใครเพียงแต่ให้ทราบว่าในสายตาขององค์กรระดับโลกเขามองการแก้ปัญหาของเราเป็นอย่างไรส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นเรื่องของ “อัตตา” ของปัจเจกบุคคล

ที่ไม่ค่อยเข้าใจว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทยประชาชน-นักวิชาการแม้แต่ดาราหรือคนที่มีชื่อเสียงออกมาแสดงความคิดเห็นที่เรียกว่า “Callout” มีผู้ไปฟ้องร้องว่าให้ข้อมูลบิดเบือนที่แปลกก็คือทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ทำขึงขัง บางท่านเป็นนายแพทย์และอดีตนักการเมืองก็ออกมาสนับสนุนให้เอาผิดแม้แต่ส.ส.บางคนเจตนาดีจะนำสำนักงานของตนเองเป็นโรงพยาบาลสนามยังถูกส.ส.ซีกรัฐบาลขู่จะฟ้องปปช.ว่าสำนักงานไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ช่วงเวลาอย่างนี้อย่าเล่นการเมืองหรือแบ่งพรรคแบ่งขั้วควรหันมาว่าจะร่วมมือช่วยกันอย่างไรเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดยังมีความหนักหนายากที่จะรับมือและไม่รู้ว่าจุดสูงสุดของการแพร่ระบาดจะอยู่ตรงไหน

อย่างที่กล่าววันนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาจะมาโทษว่าใครเป็นคนผิดหากเป็นความล้มเหลวทุกคนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของประชาชนที่บางกลุ่มยังมั่วสุมจับวงกินเหล้าหรือเข้าบ่อนแม้แต่ในครัวเรือนก็ยังหย่อนยานด้านสุขอนามัย “บิ๊กตู่” ซึ่งนั่งหัวโต๊ะศบค.คงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้การ “แงะท่าน” คง     

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ถึงเปลี่ยนนายกฯ ใหม่ก็ใช่ว่าจะทำให้โควิดหายไป ผู้รับผิดชอบประเทศจะต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่หากเป็นภาคธุรกิจเขาจะโละทีมงานเดิมๆ ที่แก้ปัญหาล้มเหลวเพราะหากปล่อยไว้ก็จะทำเหมือนเดิม ด้านเศรษฐกิจวันนี้แย่มากๆ ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเปราะบางถึงสิ้นปีหลายแห่งอาจไปไม่รอด ยามนี้อย่าไปปิดปากปิดตาชาวบ้านให้พวกเขามีช่องทางระบายบ้างจะได้ไม่ระเบิดกลายเป็นปัญหาใหญ่....จริงๆ นะครับ

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat