ทบทวนยกเครื่องลงทุน “EEC”....ภายใต้ภูมิทัศน์การเปลี่ยนแปลง

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 07:30 น.
ทบทวนยกเครื่องลงทุน “EEC”....ภายใต้ภูมิทัศน์การเปลี่ยนแปลง
คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ

บทความนี้เจาะจงเขียนเกี่ยวกับอีอีซีเนื่องจากโครงการนี้คิกออฟเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 หากนับก็ถือว่าครบ 3 ปีพอดี เขตพัฒนาพิเศษตะวันออกของประเทศไทยหรือ “EEC : Eastern Economic Corridor” เป็นความหวังของประเทศที่จะยกระดับการเป็นศูนย์กลางการลงทุนต่อยอดเศรษฐกิจยุค 2.0 จากอีสเทิร์นซีบอร์ดที่ขับเคลื่อนประเทศไทยมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2520  โครงการนี้ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น อุตสาหกรรมอัจฉริยะ, อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแพทย์, เกษตรก้าวหน้า รวมถึงการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินและท่องเที่ยวระดับโลกหรือรวมๆ กันเรียกว่า “New-S Curve Industries” ความมุ่งหวังที่จะให้เกิดการลงทุนในพื้นที่มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่เริ่ม “คิกออฟ”

ความเป็นรูปธรรมของโครงการที่ชัดเจนเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วและจะลงทุนต่อเนื่องประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เช่น ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3, ท่าเรือมาบตาพุด, สนามบินอู่ตะเภา, รถไฟฟ้าไฮสปีดเทรนเชื่อมโยงพื้นที่กับสนามบินสุวรรณภูมิ การลงทุนในพื้นที่ EEC ช่วงที่ผ่านมาไม่คึกคักเท่าที่คาดหวังสะท้อนจากจำนวนและมูลค่าการลงทุนผ่าน BOI จากที่เคยอยู่ในระดับ 7-8 แสนล้านบาทต่อปี แต่ในช่วง 3 ปีลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเฉลี่ยที่ประมาณ 4.987 แสนล้านบาทตัวเลขนี้ไม่นับโครงการลงทุนรถไฟฟ้า ช่วงการแพร่ระบาดโควิดในปีที่แล้วส่งผลกระทบต่อโครงการขอรับการส่งเสริมลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวนโครงการหดตัวร้อยละ 6.75 และเชิงมูลค่าหดตัวร้อยละ 5.2

หากส่องกล้องการลงทุนสะสมตั้งแต่เริ่มคิกออฟ “EEC” ที่มีการก่อสร้างจริงพบว่ามีจำนวน 380 โครงการมูลค่าการลงทุน 3.68 แสนล้านบาทซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีร้อยละ 45 จังหวัดระยองร้อยละ 37.63 ที่เหลือจังหวัดฉะเชิงเทราร้อยละ 17.3  ตัวเลขนี้สะท้อนความเหลื่อมล้ำแม้แต่ในพื้นที่อีอีซีการลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะลงทุนในพื้นที่ใกล้ท่าเรือหลักเป็นอุทาหรณ์สำหรับที่จะเปิดพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชั้นในอาจไม่ประสบความสำเร็จเกี่ยวข้องกับต้นทุนโลจิสติกส์เป็นสำคัญ สำหรับปีนี้ตั้งเป้าหมายลงทุน 4.0-4.3 แสนล้านบาทไตรมาสแรกมีคำขอ 1.233 แสนล้านบาทขยายตัวร้อยละ 14 เป็นการลงทุนในพื้นที่อีอีซีร้อยละ 52.2 ถือเป็นสัญญาณที่ดี

คำถามทำไม “EEC” จึงโตช้ากว่าที่ควรจะเป็นเกี่ยวข้องกับภูมิทัศน์การลงทุนของภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลง จากที่ไทยเคยเป็น “Last Mile Investments” กลายเป็นประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นยุคทองของเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ช่วงโควิดระบาดปีที่แล้วเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ร้อยละ 2.9 ขณะที่ไทยหดตัวร้อยละ -6.1 เวียดนามด้านส่งออกแซงหน้าประเทศไทยมา 3 ปีแล้ว ปี 2563 มูลค่าส่งออกมากกว่าไทยประมาณ 50,032 USD สูงกว่าไทยถึง     ร้อยละ 17.8 มูลค่าการส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมาลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้านการลงทุนเวียดนามแซงไทยแบบไม่เห็นหลังมาหลายปี ในปีพ.ศ.2562 มูลค่าถึง 1.197 ล้านล้านบาทสูงกว่าไทยถึง 2.8 เท่าและปีที่แล้วมูลค่า 8.986 แสนล้านบาทสูงกว่าไทย 1.9 เท่า

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นจุดหมายการลงทุนระดับโลก  ประการแรก ความได้เปรียบจากการที่เขามีข้อตกลงทางการค้า เช่น “CPTPP” หรือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพและมีข้อตกลง “FTA” กับสหภาพยุโรปรวมทั้งการได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (GSP) กับประเทศพัฒนาทำให้ได้แต้มต่อทางภาษีที่ต่ำกว่าไทย  

ประการที่สอง เกี่ยวข้องกับคนหรือแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตข้อได้เปรียบของเวียดนามคือกำลังแรงงาน 65 ล้านคนเทียบกับของไทยประมาณ 38.7 ล้านคนมากกว่าไทยถึง 1.7 เท่า อีกทั้งของเขาอยู่ในวัยทำงานขณะที่ของไทยค่าอายุเฉลี่ยจะสูงกว่าเพราะเข้าสู่สังคมสูงวัย นอกจากนี้ค่าจ้างซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สำคัญค่าแรงขั้นต่ำของเวียดนามประมาณวันละ 196-260 บาทต่ำกว่าไทยประมาณ 0.6-1.0 เท่าขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในพื้นที่ใด นอกจากนี้ทักษะหรือ “Skill” ของแรงงานในเวียดนามที่เน้นจบวิชาชีพมากกว่าเน้นปริญญา ปัจจัยทั้งหมดล้วนทำให้ผลิตภาพแรงงานหรือ “Productivity” ของเวียดนามอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าไทย

ประการที่สาม ต้นทุนโลจิสติกส์หากเป็นทางถนนของไทยถูกกว่าส่วนทางระบบรางต้องดูว่า “รางคู่” จะมีผลต่อต้นทุนกระจายสินค้ามากน้อยเพียงใด แต่ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สำคัญคือการขนส่งทางชายฝั่งและทะเลซึ่งเวียดนามต่ำกว่าไทยมาก เวียดนามเป็นรัฐที่มีชายฝั่งทะเลยาวมีชายฝั่งทะเลยาวติดกับทะเลจีนใต้ยาว 3,444 กิโลเมตรประมาณ  3 ใน 4 ของชายฝั่งทะเลทั้งหมด ท่าเรือสำคัญท่าเรือหลักทางเหนือคือท่าเรือไฮฟองใกล้กับนครฮานอยและทางใกล้กับฮ่องกงและท่าเรือกว่างโจวของจีน ทางใต้ท่าเรือไซง่อนติดกับนครโฮจีมินห์กำลังพัฒนาเทียบขั้นท่าเรือแหลมฉบัง ขณะที่ไทยมี “EEC” เวียดนามพัฒนาพื้นที่ลงทุนแห่งใหม่ “Saigon Hi-tech Park” โดยมุ่งหวังให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไฮเทคและเทคโนโลยีชั้นสูงรวมถึงยกระดับเป็น “Silicon Valley” ของอาเซียน โดยรวมแล้วที่ตั้งของเวียดนามอยู่ใกล้ประเทศที่เป็นตลาดหลัก เช่น ฮ่องกง, จีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่นเป็นข้อได้เปรียบทั้งเส้นทาง-ต้นทุนโลจิสติกส์และเวลา

หากไทยจะเดินหน้า “EEC” จำเป็นที่จะต้องทบทวนบริบทใหม่ให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์การลงทุนที่เปลี่ยนไปต้องนำจุดแข็งมาใช้ประโยชน์ เช่น การที่มีอุตสาหกรรมและบริการในโซ่อุปทานที่มีศักยภาพราคาแข่งขันได้ แรงงานใหม่ของไทยส่วนใหญ่จบปริญญาตรีแต่คุณภาพยังน่าเป็นห่วง ข้อได้เปรียบของไทยคือการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการเชื่อมโยงกับตลาดในอาเซียน จุดอ่อนของไทยคือชอบฝันเฟื่องกับสิ่งที่ไม่เป็นรูปธรรมภาครัฐและบุคคลที่รับผิดชอบในอีอีซีเป็น “นักประชาสัมพันธ์เชิงบวก” แต่ขาดกลยุทธ์ในเชิงพาณิชย์ที่ต้องแข่งขัน

จำเป็นที่จะต้องทบทวนด้วยการยกเครื่องตั้งแต่เรื่องที่ใหญ่คือเร่งเจรจาเปิดเสรีการค้ากับทั้งสหรัฐฯ และอียู และการทบทวนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เน้นแต่ “S-Curve Industries” ซึ่งกลายเป็นข้อเสียเปรียบเนื่องจากเวียดนามสิทธิประโยชน์ทางภาษีมีความยืดหยุ่นสามารถต่อรองเป็นรายๆ ไม่ “Fixed” เหมือนของไทย ที่ต้องเร่งแก้คือกฎหมายและกฎระเบียบราชการที่ยิ่งแก้ยิ่งแย่กว่าเดิม เพราะเน้นการควบคุม-ตรวจสอบและกำกับไม่ใช่ส่งเสริมสนับสนุนทำให้เกิด “มีค่าน้ำร้อนน้ำชา”  ตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้เพราะสะท้อนจากดัชนีคอรัปชั่นที่อยู่ระดับรั้งท้ายของโลก     บริบทพิษจากการแพร่ระบาดของโควิดอาจส่งผลกระทบระยะยาวเหมือนกันเกือบทุกประเทศ โครงการอีอีซีของไทยยังมีเสน่ห์สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตแต่จะใช้รูปแบบเดิมๆ ไม่ได้เพราะโจทย์เปลี่ยน ....อย่าติดยึดเป็นศาลพระภูมินะครับ

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat