ปีใหม่แล้ว...เศรษฐกิจผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง?

วันที่ 06 ม.ค. 2563 เวลา 08:00 น.
ปีใหม่แล้ว...เศรษฐกิจผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง?
หลังจากไปชาร์ตไฟ “Long Holiday” วันหยุดยาวบ้างหยุดถึง 8 - 9 วัน เป็นการ “Refresh” ให้กับตัวเองได้ไปเที่ยวกับครอบครัว เพื่อนฝูง ไหว้พระเก็บบุญตุนไว้สู้ชีวิต หวังว่าปีใหม่ซึ่งเป็นปีชวดคง "ไม่ชวด" เหมือนปีที่แล้ว แต่จะไปเหมาว่าไม่ดีไปหมดคงไม่ได้เพราะหลายคนยังได้โบนัสตุงกระเป๋า

ส่วนใหญ่ทำงานกับรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องแข่งกับใครหากทำงานกับภาคเอกชนต้องเป็นบริษัทใหญ่ระดับเจ้าสัวเป็นเจ้าของหรือเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงการของรัฐบาล นอกจากได้รับโบนัสดีๆ ยังพาพนักงานไปทัวร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศแต่คนส่วนใหญ่คงไม่โชคดีแบบนั้น แค่เปิดงานแล้วเก้าอี้ยังอยู่งานไม่หายไปไหนก็เป็นบุญแล้ว

สำหรับปีพ.ศ.2563 เศรษฐกิจจะฟื้นหรือจะฟุบ ฟังพวกนักพยากรณ์ โหรดังๆ ว่าการเมืองจะรุนแรงส่อเค้าบ้านเมืองวุ่นวายถึงขั้นอาจมีปฏิวัติเศรษฐกิจจะหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมาเพราะเจอดาวมฤตยูไม่พอยังมีดาวเสาร์เข้ามาเสริม

ฟังแล้วเสียวอย่าไปจริงจังมากจนไม่กล้าจะทำอะไร

จังหวะเดียวกับที่พรรคอนาคตใหม่ที่นำร่องประท้วงของคนยุคใหม่แบบ “Flash MOB” ที่เช้ามาค่ำๆ ค่อยกลับไปนอนบ้านใช้โมเดลฮ่องกงแต่ก็ต้องดูว่าวันนี้คนฮ่องกงเจอวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร เห็นว่าจะเล่นเกมส์แรงดึงคนลงถนนการเมืองนอกสภาหลังศาลรัฐธรรมนูญหากตัดสินถึงขั้นยุบพรรคอนาคตใหม่อาจเห็นวิกฤตการเมืองรอบใหม่ที่เศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทั้งด้านการลงทุนและท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้เร็วๆ คงไม่ได้เห็น

ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้มีหลายประการแต่คัดที่สำคัญมี 3 ประเด็น

เริ่มจากความลงตัวจัดการปัญหาภายในของพรรคร่วมรัฐบาลตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐที่ดูเข้มแข็งแต่ข้างในกลวงมีหลายมุ้งไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ขณะที่พรรคร่วมจับมือร้องเพลงกอดกันแต่ยังคุมเชิงชิงไหวชิงพริบไม่เป็นเอกภาพ

ประเด็นต่อไปความท้าทายของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นโจทย์ยากเกี่ยวข้องกับปากท้องของคนในเมืองและชนบท เช่น ราคาสินค้าเกษตร ภัยแล้ง ปัญหาหนี้ชาวบ้านท่วมหัว คนทำงานกินเงินเดือนไม่เชื่อมั่นเกี่ยวกับอนาคตทำให้ไม่กล้าใช้จ่าย

ภาคที่น่าเป็นห่วง คือ อสังหาริมทรัพย์พวกคอนโดที่สต๊อกเหลือขายไม่ออกจำนวนมากมาย หากไปไม่รอดอย่าคิดว่าภาคการเงินจะรับมือไหวปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นจุดตายของรัฐบาลมากกว่าการเมืองและคุณธนาธรฯ

ประเด็นสุดท้ายเศรษฐกิจะฟื้นตัวเร็วหรือยังทรงกับทรุด ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วง วัฏจักรขาลงกอปรกับ “เทรดวอร์” ปลายปีที่แล้วเจรจายกแรกออกมาดูดีเพราะปธน.สีจิ้น ผิง คงไม่อยากเสี่ยงเนื่องจากเศรษฐกิจภายในของจีนอาการไม่ค่อยดี 11 เดือนที่ผ่านมาส่งออกติดลบร้อยละ 1.7 จีดีพีโตได้ ร้อยละ 6.0 คาดว่าปีนี้อาจลดลงเหลือร้อยละ 5.8 ต่ำสุดเป็นประวัติศาสตร์กระทบโยงใยเป็นลูกโซ่ไปทั้งโลก

ข้างสหรัฐอเมริกาผลของสงครามการค้าทำให้จีดีพีกลับมาเป็นบวกใกล้เคียงกับเป้า ตัวเลขการว่างงานอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ปธน.ทรัมป์ อาจผ่อนคลายมาตรการเชิงรุกกับจีนเพราะได้แค่นี้โกยคะแนนเสียงไปมากแล้วคงไม่หาเรื่องบุ่มบ่ามอะไรเพิ่มเติม การผ่อนคลายความขัดแย้งน่าจะมาถึงจุดต่ำสุดแต่ผู้รู้บอกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวก็หลังครึ่งปีไปแล้ว

ก่อนจะคุยเรื่องเศรษฐกิจไทยว่าจะเป็นอย่างไรลองไปแอบดูว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนเขาเป็นอย่างไร ปีที่แล้วเศรษฐกิจเฉลี่ยโตได้ร้อยละ 6 ปีนี้เห็นว่าจะโตลดลงเฉลี่ยร้อยละ 5 ธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย หรือ "ADB" ระบุว่าประเทศเมียนมา, เวียดนาม, กัมพูชา น้องใหม่ไฟแรงนำโด่งเศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 6.8

สำหรับสปป.ลาว ขยายตัวไม่ค่อยดีเพราะพึ่งพาจีนค่อนข้างมาก มาเลเชียเจอพิษราคาน้ำมันตกต่ำแต่ยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ประมาณร้อยละ 4.7 ประเทศสิงคโปร์กลายเป็นดาวร่วงเศรษฐกิจอาจโตได้แค่ร้อยละ 1.2

กลับมาที่ประเทศไทยทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าปีที่แล้วเศรษฐกิจโตได้ประมาณร้อยละ 2.5 – 2.6 ปีนี้จะพลิกฟื้นขยายตัวได้ร้อยละ 3.2

หากเชื่อข้อมูลของภาครัฐ ถือว่าผ่านพ้นจุดต่ำสุด แต่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยตัวผู้ว่าการฯ ออกมาฟันธงว่าปีนี้เศรษฐกิจจะโตเพียงร้อยละ 2.8 ซึ่งสอดคล้องกับทีดีอาร์ไอระบุว่าเศรษฐกิจยังเติบโตช้าระหว่างร้อยละ 2.5 – 3.0

เนื่องจากไม่มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวอย่างที่หวัง ในเวลาไล่เลี่ยธนาคารโลกหรือ "World Bank" ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกปีใหม่นี้จะขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปี และระบุว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่ ร้อยละ 2.6 ฟังแล้วใจแป้วไหมครับ

หากถามว่าปีใหม่เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรในมุมมองของผมซึ่งวิเคราะห์ผ่านข้อมูลทั้งจากรัฐ-เอกชนและในฐานะเป็นผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจเห็นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดเลวร้ายต่ำสุดแล้วแต่คงไม่ได้เห็นการฟื้นตัวแบบไวๆ คงค่อยเป็นค่อยไปขึ้นอยู่กับยืนอยู่ที่จุดไหน มีการปรับเปลี่ยนทรานฟอร์มทั้งตัวธุรกิจและบุคลากรมากน้อยเพียงใด ความมั่นคงในตำแหน่งงานขึ้นอยู่กับว่าทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมหรือ คลัสเตอร์ใด

หากเป็นธุรกิจยุคดิจิทัลพวกนี้ฟื้นตัวได้เร็วแต่ก็ไม่ใช่ว่าธุรกิจพวกนี้จะเจ้งไม่ได้เพราะแข่งกันแรง การโปรโมทสินค้าต้องต่อเนื่องและต้องเร็วเพราะดีมานด์มาไวไปไว ภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรกอาจยังทรงตัวรอภาคส่งออกให้กลับมาฟื้นตัว

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ที่การใช้จ่ายของรัฐบาลล้วนๆ ภายใต้การบริโภคอ่อนแอต้องมีโครงการแพ็คเกจออกมาอย่างต่อเนื่องใครจะว่าอะไรก็ต้องทำเพราะมาตรการอย่างอื่นแทบจะหมดแล้ว อีกทั้งต้องมีมาตรการเตรียมรับมือภัยแล้งซึ่งจะยกระดับเข้าขั้นเป็นวิกฤตในรอบหลายปีจะยิ่งกดดันให้คนจนมากขึ้น กระทบไปสู่อำนาจซื้อและจะลามเป็นลูกโซ่ไปสู่การลดชั่วโมงทำงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ

....โจทย์นี้แก้ยากครับ

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต