การจำพรรษา ... และเหตุอันควรสัตตาหกรณียะ !!

วันที่ 02 ส.ค. 2558 เวลา 12:16 น.
การจำพรรษา ... และเหตุอันควรสัตตาหกรณียะ !!
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา :  พระภิกษุ-สามเณร ต้องอยู่จำพรรษาในอาวาส หยุดการโคจรท่องเที่ยวไปในกาลฝนแห่งฤดูฝน ...แต่ยังเห็นมีพระภิกษุมากมายเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ไม่หยุดยับยั้งอยู่ในเขตอธิษฐานจำพรรษา ถือว่าผิดพระวินัย เป็นโทษหรือไม่...

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้เคารพในพระธรรมวินัย... เป็นปุจฉาที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนจำนวนมาก เมื่อมีปุจฉามา จึงยินดีตอบอย่างยิ่ง

กล่าวถึง พุทธานุญาตให้ภิกษุจำพรรษานั้น เกิดขึ้นในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงประทับที่ เวฬุวันมหาวิหาร ใกล้พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ สมัยนั้นยังทรงไม่บัญญัติการจำพรรษาแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงเที่ยวจาริกไปได้ตลอดกาลในทุกฤดู ต่อมาหมู่ชนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน พระสมณศากยบุตร จึงเที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนชีวะอันมีอินทรีย์เดียว ยังสัตว์เล็กๆ จำนวนมากให้ถึงความวอดวายลง ก็พวกนักบวชนอกศาสนา ผู้มีธรรมอันกล่าวไว้ไม่ดี ยังหยุดพักอยู่ประจำตลอดฤดูฝน  แม้ฝูงนก ก็ยังรู้จักทำรังอยู่บนยอดไม้ พักอาศัยตลอดฤดูฝน... ส่วนสมณศากยบุตร เที่ยวจาริกไปตลอดทุกฤดู...”

ในเพราะเหตุดังกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพุทธานุญาตให้ภิกษุจำพรรษาในฤดูฝน โดยเมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้ว ๑ วัน พึงเข้าพรรษาต้น และเมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้ว ๑ เดือน พึงเข้าพรรษาหลัง  และพุทธบัญญัติ ห้ามภิกษุผู้จำพรรษาไม่ถึง ๓ เดือน หลีกไปสู่ที่จาริก  รูปใดหลีกไป อยู่จำพรรษาไม่ครบ ๓ เดือน ต้องอาบัติทุกกฎและขาดพรรษา  หรือแม้แต่การไปเข้าพรรษาหลัง โดยเจตนาไม่ประสงค์จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาแรก โดยแกล้งล่วงเลยอาวาสไปเสีย ปรับอาบัติทุกกฎ...

ต่อมา สมัยเสด็จไปประทับ ณ พระเชตวันฯ กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล ทรงอนุโลมให้ภิกษุจาริกไปจากอาวาสที่อธิษฐานจำพรรษาได้ โดยพุทธบัญญัติเหตุอันควรต่อการไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ และพึงกลับมาภายใน ๗ วัน

ดังนั้น การหยุดยับยั้งอยู่ในอาวาสที่อธิษฐานอยู่จำพรรษาให้ครบ ๓ เดือน เพื่อการศึกษา ปฏิบัติ หรือเจริญภาวนานั้น จึงเป็นความสวยงามในความสงบของภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ แต่มิได้ปิดกั้นเหตุอันควรกระทำสัตตาหกรณียะดังที่กล่าวมา

พรรษาปีนี้ อาตมาอธิษฐานจำพรรษาอยู่ในเสนาสนะป่าภูเขาหลวง (ธ) นครศรีฯ เพื่อการวิเวกต่อการเจริญภาวนา อันเป็นไปตามวิสัยพระป่า... เช้าๆ ก็เดินลงจากภูเขา ไปบิณฑบาตชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ และเดินกลับที่พักบนภูเขา ที่มีลำธารสายใหญ่ไหลเลียบผ่านลงไปสู่ด้านล่าง เสียงสายน้ำผสมเสียงสัตว์ร้อง จึงให้เกิดความรู้สึกเบาจิตเบากายไปเยอะ โดยเฉพาะอากาศที่บริสุทธิ์ แต่ก็มิได้ละทิ้งกิจอันควรแก่การกระทำเมื่อรับนิมนต์ไว้ ด้วยในวันที่ ๓-๕ ส.ค. ๒๕๕๘ จะต้องนำคณะสงฆ์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินเป็นหัวหน้า ปฏิบัติศาสนกิจเจริญภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ฯลฯ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และในวันที่ ๔ ส.ค. ๒๕๕๘ คณะหลวงจีน พร้อมฆราวาส ร่วม ๑๕๐ ชีวิต จะเดินทางไปเยี่ยมเพื่อสนทนาธรรมกับอาตมาที่วัดป่าพุทธพจน์ฯ (ธ) ลำพูน งานนี้ เนื่องในการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ ๔๐ ปี ระหว่างไทย-จีน  จึงควรแก่การกระทำสัตตาหกรณียะตามกิจนิมนต์ที่มีมาล่วงหน้า ดังนั้น อย่าได้แปลกใจ หากเห็นอาตมาเดินทางไป-กลับ ระหว่างภาคเหนือ-ภาคใต้ ซึ่งเป็นไปตามพุทธานุญาตดังกล่าวมา...

เจริญพร