
คำร้องทักษิณทดสอบกรรมการสันติสุข ท่ามกลางข่าวดีลก่อนซักฟอก
คำขอนิรโทษกรรม 4 คดีของทักษิณ เปิดข้อถกเถียงขอบเขตกฎหมาย ขณะยังไม่มีมติชี้ขาด เพื่อไทยปฏิเสธข่าวดีลแลกเสียงก่อนศึกซักฟอก
KEY
POINTS
- ทักษิณยื่นขอนิรโทษกรรม 4 คดี ประเด็นหลักอยู่ที่คดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐเข้าเงื่อนไขกฎหมายหรือไม่
- ความเห็นว่าคำร้องไม่เข้าเกณฑ์ยังไม่ใช่มติ ต้องผ่านอนุกรรมการกลั่นกรองและกรรมการชุดใหญ่
- เพื่อไทยปฏิเสธข่าวต่อรองแลกเสียงไว้วางใจ ขณะที่ประชาธิปัตย์ประกาศติดตามการใช้ดุลพินิจของกรรมการ
คำขอนิรโทษกรรม 4 คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังทดสอบขอบเขตของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ว่าครอบคลุมคดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจขณะดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพียงใด ขณะเดียวกัน การยื่นคำร้องก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจทำให้กระบวนการพิจารณาถูกจับตาทั้งด้านกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ปรากฏมติชี้ขาดคำร้อง ความเห็นว่าทั้ง 4 คดีไม่เข้าเกณฑ์จึงต้องแยกออกจากผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับข่าว “ดีลลับ” ที่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธ และยังไม่มีหลักฐานยืนยันในข้อมูลที่นำเสนอ
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เป็นผู้ยื่นคำร้องแทนนายทักษิณ ครอบคลุมคดีปล่อยกู้ EXIM Bank แก่รัฐบาลเมียนมา 4,000 ล้านบาท คดีหวยบนดิน คดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต และคดียึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
ข้อถกเถียงสำคัญอยู่ที่มาตรา 7 ที่มุ่งช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและเหตุการณ์สืบเนื่องจากรัฐประหาร ขณะที่คดีในคำร้องเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการ การใช้อำนาจรัฐ และผลประโยชน์ทางธุรกิจ
ในเชิงวิเคราะห์ การเป็นคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นคดีที่ได้รับนิรโทษกรรม ประเด็นที่กรรมการต้องตอบคือข้อเท็จจริงและลักษณะของแต่ละคดีเชื่อมโยงกับเงื่อนไขกฎหมายอย่างไร โดยต้องพิจารณาแยกเป็นรายคดี รวมถึงคดียึดทรัพย์ซึ่งมีผลต่อทรัพย์สิน ไม่ควรเหมารวมผลทางกฎหมายของทุกคดีเป็นเรื่องเดียวกัน
ดังนั้น ข้อสรุปว่าคำร้องต้องตกไปจึงยังเป็นความเห็นที่ต้องรอการพิจารณา ไม่ใช่ผลวินิจฉัยที่ยุติแล้ว
ด้านการเมือง ข่าวต่อรองให้นิรโทษกรรมแลกกับเสียงไว้วางใจรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ทำให้คำร้องถูกเชื่อมโยงกับศึกซักฟอกช่วงวันที่ 7–11 ธันวาคม แต่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าไม่มีดีล และให้กรรมการวินิจฉัยตามกฎหมาย ส่วนนายสุทิน คลังแสง ระบุว่าทั้งสองพรรคร่วมรัฐบาลกันอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุให้นำเรื่องนี้มาต่อรอง
กระบวนการดังกล่าวมีสองระดับ เริ่มจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองที่มีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ก่อนเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อวินิจฉัยคำร้อง
แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการระบุว่า วาระประชุมเป็นความลับและกรรมการจะรับทราบพร้อมกันในการประชุมนัดแรก ดังนั้น กระแสข่าวว่ามีผู้นำความเห็นไปแจ้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อนประชุม จึงไม่อาจใช้แทนมติของคณะกรรมการได้
อีกด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าคดีทุจริตไม่อยู่ในเจตนารมณ์ช่วยผู้ชุมนุม พร้อมเตือนถึงความรับผิดหากกรรมการวินิจฉัยเกินขอบเขตกฎหมาย และประกาศติดตามตรวจสอบ
น้ำหนักทางการเมืองของกรณีนี้จึงอยู่ที่เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยด้วย กรรมการต้องอธิบายให้ได้ว่าคดีใดเข้าเกณฑ์หรือไม่เข้าเกณฑ์ด้วยข้อกฎหมายใด ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องต่อรองทางการเมืองยังต้องอาศัยหลักฐานแยกต่างหาก การเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้กันเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ามีข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์







