posttoday
14 ก.ย.69  ชี้ชะตาคดีฮั้วสว. ท่ามกลางมติ 2 ชุดขัดแย้งกัน

14 ก.ย.69 ชี้ชะตาคดีฮั้วสว. ท่ามกลางมติ 2 ชุดขัดแย้งกัน

02 กันยายน 2569

ชุดที่ 26 เสนอเอาผิดผู้สมัคร 229 ราย ขณะที่ชุดที่ 36 เห็นควรยกคำร้องทั้งหมด เปิดคำถามถึงมาตรฐานและความโปร่งใสก่อน กกต.ลงมติ

KEY

POINTS

  • กกต. เตรียมตัดสินคดีฮั้วเลือกสว. ในวันที่ 14 ก.ย. ท่ามกลางมติที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงของคณะอนุกรรมการ 2 ชุด
  • คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เสนอให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ขณะที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ตั้งขึ้นภายหลังกลับมีมติไม่สั่งฟ้องใครเลย
  • การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นการชี้วัดมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของ กกต. ในการพิจารณาหลักฐานที่ขัดแย้งกัน และต้องให้เหตุผลที่ชัดเจนต่อสังคม

 

มติสองขั้ว วัดความน่าเชื่อถือ กกต.

 

วันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นจุดชี้ขาดของ"คดีฮั้วเลือกสว."ไม่เพียงแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวนกี่คน แต่ยังต้องตอบคำถามสำคัญว่า เหตุใดคณะอนุกรรมการ 2 ชุดจึงมีข้อสรุปแตกต่างกันสิ้นเชิง

ด้านหนึ่ง คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เสนอให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย

แต่อีกด้านคณะอนุกรรมการกลั่นกรองชุดที่ 36 ตั้งขึ้นภายหลัง กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นควรไม่สั่งฟ้องแม้แต่รายเดียว

ความเห็นคนละขั้วทำให้การตัดสินใจของ กกต.ชุดใหญ่ทั้ง 7 คน จะสะท้อนมาตรฐานการพิจารณาคดีและความสามารถขององค์กรในการอธิบายต่อสังคมว่า ข้อสรุปใดตั้งอยู่บนพยานหลักฐานและกระบวนการที่น่าเชื่อถือกว่า

 

 

ชุดที่ 36 กับคำถามเรื่องที่มา

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ตั้งข้อสังเกตว่า โดยปกติ กกต.มีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยประจำอยู่ 35 ชุด และใช้วิธีสุ่มเลือกชุดพิจารณา เพื่อป้องกันการเจาะจงให้สำนวนไปอยู่กับคณะใดคณะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 กลับตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยให้ กกต.ชุดใหญ่แต่ละคนส่งตัวแทนเข้าไปคนละ 1 คน ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดคดีนี้จึงไม่เข้าสู่กระบวนการสุ่มตามแนวปฏิบัติปกติ

ข้อสงสัยที่ตามมาอีก เมื่อคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวไม่เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร แม้ได้รับเชิญหลายครั้ง อ้างว่ากรรมการเป็นบุคคลภายนอก ส่งผลให้ที่มา วิธีทำงาน และเหตุผลเบื้องหลังมติยกคำร้องทั้งหมดถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส

พัฒนะ เรือนใจดี อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งคำถามในทิศทางเดียวกันกับสมชัยว่า เหตุใดจึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมากลั่นกรองอีก ทั้งที่ชุดที่ 26 ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจาก DSI และ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนจนเสร็จสิ้นแล้ว

ความแตกต่างของการเสนอให้ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย กับการเสนอไม่ให้ดำเนินคดีแม้แต่รายเดียว จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่มีขึ้นเพราะผลสอบสวนเดิม “ไม่ถูกใจ” หรือไม่

 

สมชัย ศรีสุทธิยากร

 

 

กลั่นกรองสำนวนผ่านข้อมูลชั้นรอง

ข้อสังเกตสำคัญอีกประการคือ วิธีพิจารณาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 จากรายงานการประชุมที่สมชัยได้รับ คณะอนุกรรมการชุดนี้ประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมกว่า 20 ครั้ง

การทำงานส่วนใหญ่เป็นการรับฟังฝ่ายเลขานุการสรุปสำนวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 แทนการตรวจสอบพยานหรือพยานหลักฐานโดยตรง อีกทั้งมีการตั้งคำถามและข้อสังเกตค่อนข้างน้อย จึงเกิดคำถามว่า การพิจารณาจากข้อมูลชั้นรองเพียงพอต่อการหักล้างผลการไต่สวนเดิมทั้งหมดหรือไม่

สมชัยยังตั้งข้อสังเกตเรื่องจำนวนครั้งของการประชุม เนื่องจากมีระเบียบจำกัดการจ่ายเบี้ยประชุมไว้ไม่เกินเดือนละ 2 ครั้ง แต่คณะอนุกรรมการชุดนี้กลับประชุมบ่อยถึงกว่า 20 ครั้ง ประเด็นดังกล่าวจึงควรได้รับคำอธิบายทั้งในด้านกระบวนการและการใช้งบประมาณ

 

หลักฐานที่ถูกหักล้างสะท้อนมาตรฐานพิสูจน์

ตัวอย่างจากสำนวนที่สมชัยนำมาเปิดเผย แสดงให้เห็นช่องว่าง การประเมินพยานหลักฐานระหว่างคณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุด

กรณีแรก พบการโอนเงินหลักแสนบาทระหว่างผู้สมัคร สว. แต่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงว่าเป็นเงินจากการจ้างงานหรือธุรกิจที่เคยทำร่วมกัน คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 จึงเห็นควรยกคำร้อง

อีกกรณี ผู้สมัครรายหนึ่งใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัครอีก 10 คนพร้อมกัน โดยชี้แจงว่าเป็นการสำรองจ่ายก่อน แล้วจึงเรียกเก็บเงินสดคืนภายหลัง ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 รับฟังคำอธิบายดังกล่าว

ประเด็นสำคัญ คือคณะอนุกรรมการใช้หลักเกณฑ์ใดชั่งน้ำหนักคำอธิบายของผู้ถูกกล่าวหากับพยานหลักฐานจากการไต่สวนเดิม และเหตุใดจึงเพียงพอต่อการยกคำร้องทั้งหมด

 

พัฒนะ เรือนใจดี

 

กฎหมายใช้เกณฑ์ “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า”

พัฒนะอธิบายว่า มาตรฐานในชั้น กกต.ไม่ได้กำหนดให้ต้องพิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยเหมือนคดีอาญาทั่วไป หากพยานหลักฐานทำให้ “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตเกิดขึ้น กกต.ก็มีหน้าที่ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล

เมื่อคดีเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลจะใช้ระบบไต่สวนและสามารถเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้เอง หากเห็นว่าสำนวนที่ กกต.ส่งมายังไม่เพียงพอ จึงไม่ควรกังวลว่าจะ “แพ้ฟาวล์” จากข้อบกพร่องเชิงกระบวนการ เพราะศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้อย่างกว้างขวาง

มุมมองนี้ทำให้เกิดคำถามกลับไปยัง กกต.ว่า หากพยานหลักฐานบางส่วนมีน้ำหนักถึงระดับที่ทำให้เชื่อได้ว่าอาจเกิดความไม่สุจริต เหตุใดจึงไม่เปิดทางให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

 

เปิดข้อมูลเพื่อให้สังคมตรวจสอบ

สมชัยให้เหตุผลว่า การเปิดเผยข้อมูลเกิดจากความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการพิจารณาของ กกต. หลังคณะอนุกรรมการ 2 ชุดมีข้อสรุปตรงข้ามกัน โดยตั้งใจเปิดรายละเอียดรวม 10 ตอน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบก่อน กกต.มีมติสุดท้าย

แม้สำนวนไม่ควรถูกเปิดเผยระหว่างการสอบสวน แต่สมชัยเห็นว่า เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สาธารณะสามารถเปิดเผยได้ หากปกปิดชื่อบุคคลหรือใช้พยานรหัสอย่างเหมาะสม

พัฒนะมองว่า คดีเลือกสว.ต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใส และสังคมควรได้รับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อข้อสรุปของคณะทำงานภายในองค์กรเดียวกันแตกต่างกันตั้งแต่การเสนอเอาผิดทั้งหมดจนถึงการไม่เอาผิดเลย

 

14 กันยายน วัดมาตรฐานมากกว่าจำนวนผู้ถูกฟ้อง

โจทย์ของ กกต. วันที่ 14 กันยายน จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะสั่งดำเนินคดีกี่ราย หรือจะยกคำร้องทั้งหมดแต่รวมถึงการแสดงเหตุผลว่า กกต.เลือกเชื่อข้อเสนอของคณะอนุกรรมการชุดใด และใช้มาตรฐานใดตัดสินพยานหลักฐานที่ขัดแย้งกัน

หากเห็นควรไม่ดำเนินคดี กกต.ต้องประกาศเหตุผลให้ชัดเจนและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ไม่ควรปล่อยให้ข้อสงสัยยืดเยื้อจนกลายเป็นปัญหา “วัวพันหลัก” ตามคำเตือนของพัฒนะ

ทางกลับกัน หากเห็นว่ามีพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” การส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้กระบวนการไต่สวนตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ไม่ว่ามติสุดท้ายจะออกมาอย่างไร สิ่งที่ กกต.ต้องรักษาไว้ คือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความสุจริตของกระบวนการเลือก สว. และมาตรฐานขององค์กรที่มีหน้าที่พิทักษ์การเลือกตั้งโดยตรง

แหล่งที่มาประกอบบทวิเคราะห์ : รายการคมชัดลึก 

ข่าวล่าสุด

เปิดค่าตอบแทน "จอห์น เทอร์นัส" ซีอีโอใหม่ Apple พุ่ง 58 ล้านดอลลาร์

เปิดค่าตอบแทน "จอห์น เทอร์นัส" ซีอีโอใหม่ Apple พุ่ง 58 ล้านดอลลาร์