
อภิสิทธิ์ชี้คดีฮั้วสว. บททดสอบ กกต. ปม 4 ใน 7 สะเทือนศรัทธา
อภิสิทธิ์มองคดีฮั้วสว. เป็นบททดสอบใหญ่ของ กกต. จับตาปมกรรมการ 4 ใน 7 คน และข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อน วัดมาตรฐานองค์กรอิสระและศรัทธาสังคมต่อระบบตรวจสอบรัฐ
KEY
POINTS
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้ว่าคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. เป็นบททดสอบครั้งสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของ กกต. ซึ่งจะส่งผลต่อศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรอิสระ
- ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามคือ กรรมการ กกต. 4 ใน 7 คน ได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภาชุดที่กำลังถูกตรวจสอบ ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความเป็นกลาง
- การตัดสินใจของ กกต. ว่าจะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาต่อหรือยุติเรื่อง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นอิสระขององค์กร และเป็นเดิมพันสำคัญต่อความเชื่อมั่นที่สังคมมีต่อ กกต.
คดีความผิดปกติในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ปี 2567 กำลังเดินมาถึงจุดที่ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ใครผิด” หรือ “ใครจะถูกดำเนินคดี” แต่ขยายใหญ่ไปถึงคำถามว่า กลไกตรวจสอบของประเทศยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มากเพียงใด
ทัศนะของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงวางน้ำหนักคดีนี้ไว้สูงกว่าคดีเลือกตั้งทั่วไป เพราะในมุมของนายอภิสิทธิ์ สิ่งที่อยู่บนโต๊ะไม่ได้มีเพียงชะตากรรมของ สว. บางคน แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ตลอดจนระบบองค์กรอิสระที่กำลังเผชิญ “วิกฤตศรัทธา” จากประชาชน
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ หากข้อเท็จจริงในสำนวนที่อภิสิทธิ์กล่าวถึงสามารถยืนยันได้ว่า มีการวางแผนและจัดระบบการลงคะแนนมาตั้งแต่ต้น เรื่องนี้ย่อมแตกต่างจากปัญหาการเมืองในอดีตที่ อาจมีการเข้าไปสร้างอิทธิพลต่อสมาชิกวุฒิสภาหลังเข้าสู่ตำแหน่งแล้ว
เพราะครั้งนี้ ข้อสงสัยคืออาจมีการสร้าง “กระบวนการ” ขึ้นมาตั้งแต่ก่อนจะได้มาซึ่ง สว.
จากการเลือกบุคคล สู่ข้อสงสัยเรื่อง “การจัดตั้ง”
นายอภิสิทธิ์อ้างถึงข้อมูลจากสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ว่า มีข้อเท็จจริงที่ชวนให้ตั้งคำถามถึงการวางแผนเป็นขบวนการเพื่อเข้าไปมีอำนาจในวุฒิสภา
หัวใจอยู่ที่พฤติการณ์การจัดทำ “โพย” และการลงคะแนนตามโพยอย่างเป็นระบบ ทั้งการเลือกภายในกลุ่มและการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่ม
เหตุผลที่ประเด็นนี้มีน้ำหนักในมุมของนายอภิสิทธิ์คือ ระบบการเลือก สว. มีรายละเอียดของหมายเลขผู้สมัครจำนวนมาก หากผู้สมัครหลายคนสามารถลงคะแนนตรงกันในรายละเอียดหลายหมายเลขอย่างสอดคล้องกัน การอธิบายว่าทั้งหมดเกิดขึ้นโดยไม่มีการนัดหมายหรือไม่มีข้อมูลกำกับ ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องตอบคำถามให้ได้
ดังนั้น สิ่งที่สังคมกำลังรอจาก กกต.คือคำอธิบายต่อภาพใหญ่ที่ปรากฏในสำนวนว่า พฤติการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระจริง หรือมีระบบบางอย่างทำหน้าที่จัดทิศทางการลงคะแนน
หากมองคดีในระดับรายบุคคลอย่างเดียว ภาพของขบวนการอาจหายไป แต่หากมองภาพรวมโดยปราศจากหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงแต่ละคน ก็อาจกระทบความเป็นธรรมเช่นกัน
นี่จึงเป็นโจทย์ยากที่ กกต. ต้องอธิบายต่อสังคมด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงคำวินิจฉัยปลายทาง
ปม “4 ใน 7” ทำให้คำวินิจฉัยหนักกว่าเดิม
อีกประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาคือ กรรมการ กกต. 4 ใน 7 คน ได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นวุฒิสภาที่กำลังถูกตรวจสอบจากคดีนี้
จุดนี้ทำให้คำว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน กลายเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ในมุมของนายอภิสิทธิ์ หาก กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุเพียงพอและส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล คำถามเรื่องนี้อาจมีน้ำหนักลดลง เพราะการตัดสินชี้ขาดจะถูกส่งต่อไปยังอีกองค์กรหนึ่ง
แต่สถานการณ์จะต่างออกไปทันที หาก กกต. เลือกยุติเรื่องหรือไม่ส่งคดีต่อศาล โดยเฉพาะหากเหตุผลที่ใช้อธิบายไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงสำคัญในสำนวนได้
เมื่อนั้น คำถามจะไม่หยุดอยู่แค่ว่า “หลักฐานพอหรือไม่” แต่จะย้อนกลับมาถึงตัวผู้วินิจฉัยว่า มีความสัมพันธ์หรือมีส่วนได้เสียกับผลลัพธ์ของคดีหรือไม่
หลักที่นายอภิสิทธิ์หยิบขึ้นมาอธิบายคือ ผู้มีส่วนได้เสียไม่ควรอยู่ในสถานะผู้พิจารณาตัดสินเรื่องที่ตนเองอาจเกี่ยวข้องกับประโยชน์หรือผลกระทบจากคำตัดสินนั้น
นี่คือเหตุผลที่คดีฮั้ว สว. กำลังกลายเป็นบททดสอบ กกต. มากกว่าจะเป็นเพียงบททดสอบของผู้ถูกกล่าวหา
กกต. ไม่จำเป็นต้องตัดสินแทนศาล
อีกจุดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อทิศทางคดี คือการแบ่งเส้นระหว่างบทบาทของ กกต. กับบทบาทของศาล
ตามทัศนะของนายอภิสิทธิ์ หน้าที่ของ กกต. ในขั้นตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพิสูจน์ความผิดจนปราศจากข้อสงสัย หรือทำหน้าที่ตัดสินคดีแทนศาล แต่เป็นการพิจารณาว่า “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำผิดหรือไม่
หากถึงระดับดังกล่าว เรื่องก็สามารถเข้าสู่กระบวนการที่ศาลฎีกาจะเป็นผู้วินิจฉัยต่อไป
ตรรกะนี้ทำให้เดิมพันของ กกต. สูงขึ้น เพราะหากหลักฐานในสำนวนมีน้ำหนักมากพอให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีเหตุผล แต่กลับไม่ได้รับการส่งไปให้ศาลพิจารณา กกต. ย่อมต้องมีคำอธิบายที่หนักแน่นกว่าปกติว่า เหตุใดหลักฐานเหล่านั้นจึงไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่นายอภิสิทธิ์มองว่า ความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ กกต. กำลังลดลง
การตัดสินใจในคดีนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดท่ามกลางสายตาของสังคมที่กำลังจับจ้องความเป็นอิสระและมาตรฐานขององค์กรตรวจสอบอยู่แล้ว
ประชาธิปัตย์เสียงน้อย แต่เลือกเดินเกมตรวจสอบ
สำหรับบทบาททางการเมือง นายอภิสิทธิ์ยอมรับข้อเท็จจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวน สส. ไม่มาก แต่ยืนยันว่าขนาดของพรรคไม่ควรเป็นข้อจำกัดในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
แนวทางที่วางไว้คือ รอติดตามคำชี้แจงของ กกต. และตรวจสอบว่า คำอธิบายนั้นสามารถหักล้างข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนได้หรือไม่
หากคำตอบยังไม่เพียงพอ พรรคก็พร้อมเดินหน้าตรวจสอบทั้งในช่องทางกฎหมายและทางการเมือง รวมถึงสนับสนุนภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง
สารสำคัญที่ นายอภิสิทธิ์พยายามแยกให้ชัดคือ การตรวจสอบรัฐบาลหรือกระบวนการเลือก สว. ไม่ได้เท่ากับการปฏิเสธผลการเลือกตั้ง
ในระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตั้งคำถาม ตรวจสอบ และเสนอทางเลือกที่เห็นว่าดีกว่า การยอมรับผลการเลือกตั้งจึงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับการตรวจสอบความชอบธรรมของการใช้อำนาจได้
สองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน
รัฐบาลจะบอกว่า “เรื่องเกิดก่อน” แล้วจบไม่ได้
สมรภูมิอีกด้านที่นายอภิสิทธิ์เปิดประเด็นไว้คือ ความรับผิดชอบของรัฐบาลปัจจุบัน
นายอภิสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่มองว่า เรื่องการเลือก สว. เป็นกิจการของอีกสถาบันหนึ่ง หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลเข้ารับตำแหน่ง จึงไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของรัฐบาลในปัจจุบัน
เหตุผลสำคัญคือ ตามข้อมูลในสำนวนที่นายอภิสิทธิ์กล่าวถึง บุคคลที่อยู่ในรัฐบาลและตัวละครที่ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องกระบวนการฮั้ว สว. มีความเกี่ยวเนื่องกัน จึงไม่สามารถตัดเส้นความรับผิดชอบทางการเมืองและจริยธรรมด้วยเส้นแบ่งของวันเข้ารับตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
นายอภิสิทธิ์เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า หากรับพนักงานมาทำงานได้เพียง 3 วัน ก่อนพบว่าบุคคลนั้นเคยมีประวัติขโมยของมาก่อน นายจ้างย่อมไม่สามารถบอกได้ว่า เรื่องเกิดก่อนเข้าทำงาน จึงไม่มีผลต่อความไว้วางใจในปัจจุบัน
หลักเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับความรับผิดชอบทางการเมือง
เมื่อรัฐบาลดำรงตำแหน่งอยู่ หากมีข้อมูลเรื่องความไม่ถูกต้องหรือการทุจริตปรากฏขึ้น หน้าที่ของรัฐบาลคือทำให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าและนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่อาศัยลำดับเวลาเป็นกำแพงป้องกันความรับผิดชอบ
ทางแยกของ กกต. และเดิมพันที่ชื่อว่า “ศรัทธา”
ท้ายที่สุด คดีฮั้ว สว. ในมุมของอภิสิทธิ์จึงมีเดิมพันใหญ่กว่าผลทางคดีของบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง
หาก กกต. เห็นว่าข้อเท็จจริงมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิดและส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา กระบวนการจะเดินเข้าสู่พื้นที่ที่ข้อกล่าวหาและข้อแก้ต่างสามารถถูกตรวจสอบต่อหน้าศาลได้
แต่หาก กกต. เลือกยุติเรื่อง ภาระสำคัญจะตกอยู่ที่คำอธิบายว่า เหตุใดพฤติการณ์เรื่องโพย การลงคะแนนที่สอดคล้องกัน และข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งที่ปรากฏในสำนวน จึงไม่เพียงพอที่จะเข้าสู่กระบวนการศาล
ยิ่งมีคำถามเรื่องกรรมการ 4 ใน 7 คนเข้ามาประกอบ คำอธิบายนั้นยิ่งต้องชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
เพราะเมื่อองค์กรอิสระถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระ วิธีเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาไม่ใช่การขอให้ประชาชนเชื่อ แต่คือการเปิดให้เห็นว่า การตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักฐาน หลักกฎหมาย และมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
คดีฮั้ว สว. จึงอาจเป็นมากกว่าคดีการเมืองอีกหนึ่งคดี
มันกำลังกลายเป็นจุดวัดว่า เมื่อข้อกล่าวหาพาดผ่านผู้มีอำนาจและสถาบันทางการเมือง ระบบตรวจสอบของประเทศจะสามารถพาเรื่องไปจนถึงปลายทางได้หรือไม่ และผู้ใช้อำนาจพร้อมยอมให้กระบวนการนั้นตรวจสอบตัวเองมากเพียงใด
คำตอบสุดท้ายจึงไม่ได้ชี้ชะตาเฉพาะ สว. หรือ กกต. เท่านั้น แต่จะสะท้อนด้วยว่า “ความเชื่อมั่น” ที่กำลังสั่นคลอนนั้น ยังมีพื้นที่ให้ฟื้นกลับคืนมาได้มากน้อยเพียงใด







