
ฮั้ว สว. เดิมพันศรัทธา กกต. เมื่อสำนวนใหญ่ถูกหั่นเป็นรายคน
คดีฮั้ว สว. เข้าสู่จุดชี้ขาด เมื่อ กกต. ถูกจับตาแยกพิจารณารายบุคคล จนอาจทำให้ภาพขบวนการใหญ่เลือนหาย และผู้บงการหลุดจากสำนวน
KEY
POINTS
- กกต. กำลังถูกจับตาต่อแนวทางการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ที่มีแนวโน้มจะแยกสำนวนเป็นรายบุคคล แทนที่จะมองเป็นขบวนการ ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงหลักฐานเพื่อเอาผิดผู้บงการได้
- ความซับซ้อนของคดีสะท้อนจากความเห็นที่ขัดแย้งกันของคณะอนุกรรมการ 2 ชุด โดยชุดหนึ่งเสนอให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 229 รายทั้งหมด ขณะที่อีกชุดเสนอให้ยกคำร้องทั้งหมด
- การตัดสินใจของ กกต. ถือเป็นเดิมพันต่อศรัทธาของประชาชน โดยมีข้อกังวลว่าหากเน้นแต่หลักฐานที่เชื่อมโยงโดยตรง อาจทำให้เอาผิดได้แค่ผู้ปฏิบัติการระดับล่าง แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาจรอดพ้นไป
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. กำลังเดินมาถึงช่วงสำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่สังคมจับตาไม่ได้มีเพียงว่า กกต. จะส่งใครขึ้นศาล แต่รวมถึงว่าองค์กรอิสระแห่งนี้จะมองข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นเป็น “ขบวนการ” หรือเป็นเพียงความผิดของบุคคลหลายคนที่แยกออกจากกัน
ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง
หากมองเป็นขบวนการ หลักฐานอย่างเส้นทางการเงิน คำให้การ พฤติการณ์ในแต่ละจังหวัด โพย การสื่อสาร และบทบาทของบุคคลแต่ละระดับ อาจถูกนำมาต่อกันจนเห็นภาพว่าใครเป็นผู้ลงมือ ใครเป็นผู้ประสาน และใครอาจเป็นผู้สั่งการ
แต่หาก กกต. เลือกแยกพิจารณาทีละคน ทีละข้อหา และต้องการหลักฐานที่เชื่อมตรงถึงตัวผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย ภาพใหญ่ของเครือข่ายอาจค่อย ๆ หายไปจากสำนวน
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของคำถามเรื่องความไว้วางใจ
จาก “ขบวนการใหญ่” สู่การวินิจฉัยรายคน
ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่า แนวทางของ กกต. มีลักษณะของการแยกพิจารณาข้อกล่าวหาและลงมติเป็นรายบุคคล
ในมุมหนึ่ง วิธีนี้สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการรักษาสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เพราะแต่ละคนมีพฤติการณ์และพยานหลักฐานต่างกัน การเหมารวมทุกคนย่อมไม่เป็นธรรม
แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากคดีตั้งต้นจากข้อสงสัยว่ามีการวางระบบร่วมกัน การแยกทุกคนออกจากกันมากเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงของเครือข่ายขาดตอน
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ หากมีผู้หนึ่งเป็นคนโอนเงิน อีกคนเป็นคนรวบรวมผู้สมัคร อีกคนแจกโพย และอีกคนทำหน้าที่สั่งการ การดูแต่ละคนแบบแยกส่วนอาจทำให้ไม่เห็นว่าแต่ละบทบาททำงานต่อกันอย่างไร
โดยเฉพาะบุคคลระดับบนที่ตามธรรมชาติของขบวนการย่อมไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเองทุกขั้นตอน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กังวลว่า หาก กกต. ใช้มาตรฐานที่เน้นหลักฐานตรงรายบุคคลมากเกินไป คนระดับปฏิบัติการอาจถูกดำเนินคดี ขณะที่ผู้วางระบบหรือผู้บงการอาจหลุดจากวงพิจารณา
สองความเห็น 229 ราย ที่อยู่กันคนละขั้ว
ความไม่แน่นอนยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อมีความเห็นจากคณะอนุกรรมการสองชุดที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เห็นว่ามีมูลความผิดและควรดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ขณะที่คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 กลับเสนอให้ยกคำร้องทั้งหมด 229 ราย
จาก “มีมูลทั้งหมด” ไปจนถึง “ยกทั้งหมด” สะท้อนว่าการตีความข้อเท็จจริงและน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีนี้มีช่องว่างอย่างมาก
เมื่อความเห็นทั้งสองชุดถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. จึงเกิดคำถามว่า ปลายทางจะออกมาในรูปใด
หนึ่งในความเป็นไปได้ที่ถูกตั้งข้อสังเกตมากที่สุด คือ กกต. อาจเลือกส่งศาลเพียงบางราย โดยเฉพาะคนที่มีหลักฐานตรง เช่น สลิปเงิน แชต หรือเอกสารที่เชื่อมโยงถึงตัวอย่างชัดเจน
วิธีนี้อาจทำให้ กกต. สามารถตอบสังคมได้ว่าไม่ได้ยกคดีทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ลดจำนวนผู้ถูกดำเนินการลง
แต่ปัญหาคือ หากคนที่ถูกส่งศาลส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติการระดับล่าง คำถามเรื่องผู้วางแผนหรือผู้ได้ประโยชน์จากระบบก็จะยังคงอยู่
เส้นทางเงินอาจชี้ “คนทำ” แต่ไปไม่ถึง “คนสั่ง”
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือมาตรฐานการรับฟังหลักฐานเรื่องเส้นทางการเงิน
ข้อมูลที่ปรากฏสะท้อนแนวคิดว่า หากนักการเมืองหรือบุคคลที่ถูกมองว่าเป็น “ตัวใหญ่” ไม่ได้เป็นผู้โอนเงินด้วยตนเอง การเอาผิดอาจทำได้ยาก แม้จะมีข้อสงสัยว่ามีบุคคลอื่นเป็นตัวกลางหรือ “ม้า” ทำหน้าที่แทน
หากใช้หลักคิดนี้อย่างเคร่งครัด ผู้ที่อยู่บนสุดของโครงสร้างอาจมีโอกาสรอดมากที่สุด
เพราะคนระดับสั่งการแทบไม่มีเหตุผลที่จะทิ้งหลักฐานด้วยการโอนเงินเอง แจกโพยเอง หรือสื่อสารกับผู้ปฏิบัติทุกคนโดยตรง
คำถามจึงอยู่ที่ว่า กกต. จะพิจารณาเพียง “หลักฐานตรง” หรือจะพิจารณา “พฤติการณ์ประกอบ” ที่เชื่อมโยงหลายเหตุการณ์เข้าด้วยกันด้วย
เรื่องเดียวกันเกิดขึ้นกับพยานบุคคล
หากคำให้การถูกมองว่ามีน้ำหนักน้อยเมื่อไม่มีเอกสาร ภาพ หรือหลักฐานทางการเงินประกอบ ผู้บงการที่ไม่ได้ลงมือเองก็ยิ่งยากที่จะถูกเชื่อมโยง
ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ หลักฐานไปถึงคนแจกเงิน แต่ไปไม่ถึงคนสั่งให้แจกเงิน หรือไปถึงคนถือโพย แต่ไปไม่ถึงคนกำหนดรายชื่อในโพย
5 ปมที่ทำให้ความไม่ไว้วางใจสะสม
พริษฐ์ วัชรสินธุ สรุปข้อสงสัยต่อการทำงานของ กกต. ไว้ 5 ประเด็น ซึ่งสะท้อนว่าแรงกดดันต่อ กกต. ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในตอนที่คดีเข้าสู่ขั้นวินิจฉัย
ข้อแรกคือ ระเบียบการเลือก สว. ที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่รัดกุมพอ และอาจเปิดช่องให้มีการใช้โพยหรือการจัดตั้งคะแนน
ข้อสองคือ การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร หลังมีข้อกล่าวหาว่าผู้สมัครบางคนให้ข้อมูลประวัติที่ตรวจสอบไม่พบ แต่กลับผ่านกระบวนการและได้รับการรับรอง
ข้อสามคือ การจัดการความผิดปกติในวันเลือก โดยเฉพาะพฤติการณ์ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่แต่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเด็ดขาด
ข้อสี่คือ ความล่าช้าในการดำเนินคดี และการตั้งคณะอนุกรรมการหลายชุด จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเพิ่มความรอบคอบ หรือเป็นการเตะถ่วงคดี
และข้อสุดท้ายคือความกังวลว่า กกต. อาจ “เป่าคดี” ด้วยการวินิจฉัยว่าหลักฐานไม่เพียงพอ จนเรื่องไม่ถูกส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา
เมื่อปัญหาเหล่านี้สะสมต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำตัดสินสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า กกต. สามารถอธิบายกระบวนการทั้งหมดต่อสังคมได้ชัดเจนเพียงใด
ปมที่มาของ กกต. ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน
อีกประเด็นที่ถูกใช้ตั้งคำถามคือ กกต. 4 ใน 7 คน มีที่มาจากกระบวนการคัดเลือกที่เกี่ยวข้องกับ สว. ชุดปัจจุบัน
ข้อเท็จจริงเรื่องที่มาไม่ได้แปลว่า กกต. จะต้องตัดสินอย่างมีอคติ แต่ในทางการเมืองและความเชื่อมั่นสาธารณะ ย่อมทำให้การพิจารณาคดีนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
เพราะผู้ที่กำลังถูกตรวจสอบคือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ชุดเดียวกับที่มีบทบาทในระบบคัดเลือกกรรมการบางส่วน
ยิ่งมีข้อสงสัยเช่นนี้ กกต. ยิ่งจำเป็นต้องทำให้เห็นว่าการตัดสินตั้งอยู่บนหลักฐานและเหตุผลที่ตรวจสอบได้
เดิมพันจริงคือความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้ง
ปลายทางของคดีฮั้ว สว. จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าในจำนวน 229 ราย จะมีใครถูกส่งศาลกี่คน
คำถามใหญ่กว่าคือ กกต. จะสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า เหตุใดบางคนจึงถูกดำเนินคดี บางคนจึงหลุดจากสำนวน และเหตุใดหลักฐานชุดเดียวกันจึงนำไปสู่ข้อสรุปที่แตกต่างกันอย่างมาก
หากสุดท้ายมีเพียงผู้ที่มีหลักฐานตรง เช่น เงินโอนหรือแชต ถูกส่งศาล แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าเครือข่ายเหล่านี้เชื่อมโยงถึงใคร หรือใครเป็นผู้กำหนดทิศทางของขบวนการ คำถามต่อ กกต. ก็จะไม่จบลงพร้อมคำวินิจฉัย
ในทางกลับกัน หาก กกต. สามารถแสดงเหตุผลอย่างเป็นระบบว่าได้พิจารณาทั้งหลักฐานรายบุคคลและความเชื่อมโยงของเครือข่าย พร้อมเปิดเหตุผลของการยกหรือส่งศาลอย่างชัดเจน ก็อาจช่วยลดข้อสงสัยลงได้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว คดีนี้ไม่ได้วัดเฉพาะความผิดของผู้ถูกกล่าวหา
แต่กำลังวัดด้วยว่า องค์กรที่มีหน้าที่รักษาความสุจริตของการเลือกตั้ง ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมได้มากเพียงใด







