posttoday
โลกใต้ดินออนไลน์ เมื่อความสิ้นหวังปั้น Active Shooter เยาวชน

โลกใต้ดินออนไลน์ เมื่อความสิ้นหวังปั้น Active Shooter เยาวชน

11 สิงหาคม 2569

นพ.เดชา ชี้ภัย Active Shooter ในเยาวชนไม่ได้เกิดชั่ววูบ แต่ก่อตัวจากความโดดเดี่ยว ความสิ้นหวัง อุดมการณ์สุดโต่งออนไลน์ และจุดบอดของระบบเฝ้าระวังของสังคมไทย

KEY

POINTS

  • ปรากฏการณ์ Active Shooter ในเยาวชนมีรากฐานจากความสิ้นหวังและความรู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งถูกหล่อเลี้ยงและขยายผลโดยชุมชนสุดโต่งในโลกออนไลน์ที่มอบการยอมรับ
  • ระบบเฝ้าระวังทางสังคม เช่น ครอบครัวและโรงเรียน มักมีจุดบอดในการมองเห็น "เส้นทางความคิด" ของเยาวชนที่ถูกหล่อหลอมในโลกใต้ดินออนไลน์ ทำให้ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ทันท่วงที
  • การป้องกันต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นที่ตัวบุคคล ไปสู่การสร้างระบบที่เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญหลายด้านเพื่อทำความเข้าใจและรับมือกับอิทธิพลของวัฒนธรรมดิจิทัลโดยเฉพาะ

เมื่อเด็กหรือเยาวชนคนหนึ่งเดินไปถึงจุดที่ใช้ความรุนแรงร้ายแรง คำถามแรกของสังคมมักพุ่งไปที่ครอบครัว โรงเรียน หรือสุขภาพจิต แต่ในมุมของ นพ.เดชา ปิยะวัฒน์กูล ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ คำตอบเหล่านั้นอาจอธิบายได้เพียงส่วนหนึ่ง เพราะปรากฏการณ์ Active Shooter กำลังมีองค์ประกอบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม นั่นคือ “ความสิ้นหวัง” ที่ถูกขยายและหล่อเลี้ยงโดยโลกออนไลน์

 

ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กคนหนึ่งมีเรื่องทุกข์ใจมากแค่ไหน แต่ต้องถามต่อว่า ในช่วงเวลาที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว เขาเข้าไปพบใคร พบความคิดแบบใด และกำลังได้รับการยอมรับจากชุมชนลักษณะใดบนโลกออนไลน์

 

นี่คือพื้นที่สีเทาที่ครอบครัว โรงเรียน และแม้แต่ระบบเฝ้าระวังของรัฐอาจมองไม่เห็น

 

จาก “ไม่มีใครเข้าใจ” สู่ความสิ้นหวังลามทุ่ง

นพ.เดชามองว่า จุดตั้งต้นสำคัญคือภาวะ Hopelessness หรือความสิ้นหวัง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

 

เด็กบางคนอาจเริ่มจากการเข้าสังคมยาก รู้สึกโดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้ง หรือมองว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เมื่อความรู้สึกเหล่านี้สะสมต่อเนื่อง ความหวังต่ออนาคตย่อมลดลงตามไปด้วย

 

ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนเมื่อเด็กที่กำลังรู้สึกว่า “ไม่มีที่ยืน” ไปพบพื้นที่ออนไลน์ที่พร้อมบอกเขาว่า ความโกรธ ความผิดหวัง หรือความเกลียดชังนั้นมีเหตุผล

จากคนที่เคยมองว่าตัวเอง “ไม่มีค่า” เขาอาจกลับรู้สึกว่า ตัวเองกำลังได้รับการยอมรับจากกลุ่มบางกลุ่ม ได้รับคำอธิบายว่าทำไมชีวิตจึงล้มเหลว หรือได้รับภาพว่าตัวเองกำลังเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ตรงนี้เองที่ความทุกข์ส่วนตัวสามารถเปลี่ยนเป็นความเชื่อร่วม

และเมื่อความเชื่อสุดโต่งเข้ามาผสมกับความสิ้นหวัง ปัญหาก็อาจขยายจากเรื่องของคนคนเดียว ไปสู่สิ่งที่ นพ.เดชาอธิบายในลักษณะของ “ความสิ้นหวังลามทุ่ง”



โลกใต้ดินออนไลน์ พื้นที่ที่ผู้ใหญ่เข้าไม่ถึง

อีกด้านที่ไม่อาจมองข้ามคือ “โลกใต้ดินออนไลน์”

นพ.เดชาชี้ว่า โลกออนไลน์บางพื้นที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงห้องสนทนา แต่สามารถกลายเป็น “ชุมชนความเชื่อ” ที่สมาชิกตอกย้ำแนวคิดซึ่งกันและกัน

บางกลุ่มมีแนวคิดเกี่ยวกับความโกรธแค้นจากการถูกปฏิเสธ บางกลุ่มรังเกียจคนต่างชาติ ขณะที่บางกลุ่มเชื่อว่าตนเองเป็นคนส่วนน้อยที่ “มองเห็นความจริง” ของโลก และมองสังคมรอบตัวในเชิงลบอย่างสุดโต่ง

อันตรายไม่ได้เกิดจากการที่เด็กเข้าไปอ่านข้อความหนึ่งข้อความใด แต่เกิดจากการเสพแนวคิดซ้ำ ๆ จนความคิดนั้นค่อย ๆ กลายเป็นโลกทัศน์

เมื่อคนในกลุ่มคิดเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน และช่วยกันยืนยันว่าความโกรธนั้นถูกต้อง สิ่งที่เคยเป็นความรู้สึกเฉพาะบุคคลก็อาจแข็งตัวขึ้นเป็นอุดมการณ์

นี่คือความแตกต่างสำคัญของยุคดิจิทัล

ในอดีต เด็กที่มีปัญหาอาจแสดงพฤติกรรมให้ครอบครัวหรือโรงเรียนมองเห็นได้ง่ายกว่า แต่วันนี้เด็กคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตตามปกติในโลกจริง ขณะเดียวกันก็มีตัวตนอีกแบบในโลกออนไลน์ที่คนใกล้ตัวไม่เคยรับรู้

 

จุดบอดใหญ่ ระบบเห็น “พฤติกรรม” แต่ไม่เห็น “เส้นทางความคิด”

ปัญหาที่ตามมาคือ ระบบเฝ้าระวังของสังคมอาจยังจับสัญญาณผิดจุด

เมื่อเด็กมีปัญหา เรามักตรวจสอบว่าเขาทะเลาะกับใคร ถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ มีปัญหากับครอบครัวหรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างไร

คำถามเหล่านี้ยังจำเป็น แต่ในมุมของ นพ.เดชาอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาคือการทำความเข้าใจ “เส้นทางความคิด”

เด็กกำลังหมกมุ่นอยู่กับอะไร เชื่อถือใคร ติดตามชุมชนประเภทใด หรือเริ่มมองความรุนแรงในลักษณะที่ต่างไปจากเดิมหรือไม่

นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่าเด็กที่ใช้โลกออนไลน์คือกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด แต่เป็นการยอมรับความจริงว่า ชีวิตของเยาวชนวันนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล

หากระบบมองเห็นเพียงครึ่งเดียว การประเมินความเสี่ยงก็อาจเห็นเพียงครึ่งเดียวเช่นกัน

อย่าโยนทุกอย่างให้ครอบครัวหรือโรงเรียน

หลังเกิดเหตุรุนแรง สังคมมักต้องการหาคำตอบอย่างรวดเร็วว่า “ใครผิด”

ครอบครัวถูกถามว่าทำไมไม่รู้ โรงเรียนถูกถามว่าทำไมไม่เห็น ขณะที่ปัญหาสุขภาพจิตมักถูกหยิบขึ้นมาเป็นคำอธิบายแรก ๆ

แต่นพ.เดชาตั้งข้อสังเกตว่า การรีบสรุปเช่นนี้อาจทำให้สังคมหลุดจากต้นตอของปัญหา

เพราะเด็กคนหนึ่งอาจอยู่ในครอบครัวที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เรียนอยู่ในโรงเรียนที่มีระบบติดตาม และเคยได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็ยังสามารถมีพื้นที่ออนไลน์ที่ผู้ใหญ่เข้าไม่ถึง

ดังนั้น การป้องกันจึงไม่ควรวางภาระไว้บนบ่าของพ่อแม่ ครู หรือแพทย์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แต่ต้องเป็นระบบที่เชื่อมโยงครอบครัว โรงเรียน สุขภาพจิต เจ้าหน้าที่ และความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมออนไลน์เข้าด้วยกัน

 

นพ.เดชา ปิยะวัฒน์กูล

 

เมื่ออาชญากรรมเปลี่ยนรูป ระบบยุติธรรมต้องเปลี่ยนวิธีคิด

สิ่งที่ นพ.เดชากำลังชี้ให้เห็นจึงไม่ใช่เพียงปัญหาของเยาวชน แต่เป็นโจทย์ของระบบรัฐ

หาก Active Shooter มีทั้งมิติทางจิตวิทยา ความโดดเดี่ยว อุดมการณ์ และเครือข่ายออนไลน์ การสืบสวนแบบเดิมที่มองหาเพียงแรงจูงใจก่อนเกิดเหตุย่อมไม่เพียงพอ

ระบบต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ผู้ก่อเหตุรับอิทธิพลทางความคิดมาจากไหน เข้าไปอยู่ในชุมชนแบบใด และเหตุใดแนวคิดบางอย่างจึงสามารถเปลี่ยนความสิ้นหวังให้กลายเป็นความรุนแรงได้

นี่คือเหตุผลที่การป้องกันในอนาคตต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลายด้านมากขึ้น ตั้งแต่จิตเวช พฤติกรรมศาสตร์ ไปจนถึงความเข้าใจวัฒนธรรมดิจิทัล

เพราะหากยังใช้เครื่องมือเดิมไล่ตามอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ระบบอาจมองเห็นอันตรายก็ต่อเมื่อมันเดินมาถึงปลายทางแล้ว

สื่อเองก็ต้องระวังไม่สร้าง “ชื่อเสียงจากความรุนแรง”

อีกจุดที่ นพ.เดชาเน้นย้ำคือบทบาทของสื่อและสังคมหลังเกิดเหตุ

การนำเสนอผู้ก่อเหตุซ้ำ ๆ การสร้างภาพจำ หรือทำให้บุคคลเหล่านี้กลายเป็นศูนย์กลางของเรื่อง อาจไม่ใช่เพียงปัญหาด้านจริยธรรมการสื่อข่าว แต่ยังอาจสอดรับกับวัฒนธรรมบางกลุ่มที่มองผู้ใช้ความรุนแรงเป็นบุคคลต้นแบบ

การรายงานจึงควรลดการสร้าง “ชื่อเสียง” ให้ผู้ก่อเหตุ และเพิ่มน้ำหนักไปที่ผู้ได้รับผลกระทบ บทเรียน และแนวทางป้องกัน

เพราะในโลกที่ความรุนแรงสามารถถูกส่งต่อเป็นเรื่องเล่าได้ภายในไม่กี่วินาที วิธีที่สังคมพูดถึงเหตุการณ์ก็อาจมีผลต่อวิธีที่คนเปราะบางบางกลุ่มรับรู้มันเช่นกัน

 

ก่อนถามว่า “เด็กคนนี้เป็นอะไร” ต้องถามว่า “ระบบพลาดตรงไหน”

ท้ายที่สุด บทวิเคราะห์ของ นพ.เดชา กำลังพาสังคมออกจากคำอธิบายง่าย ๆ ว่าเหตุรุนแรงเกิดจาก “เด็กมีปัญหา”

คำถามที่ใหญ่กว่าคือ เหตุใดเด็กที่โดดเดี่ยวคนหนึ่งจึงสามารถเดินเข้าสู่พื้นที่ความคิดสุดโต่งได้นาน โดยไม่มีระบบใดมองเห็น

เหตุใดความสิ้นหวังจึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ

และเหตุใดโลกออนไลน์บางพื้นที่จึงสามารถมอบตัวตนและความหมายให้เยาวชนได้มากกว่าสังคมรอบตัว

หากยังมอง Active Shooter เป็นคดีเฉพาะราย สังคมก็อาจได้เพียงคำตอบว่า “ใครเป็นคนก่อเหตุ”

แต่หากมองลึกลงไปถึง โลกใต้ดินออนไลน์ ความสิ้นหวังลามทุ่ง และจุดบอดของระบบเฝ้าระวัง คำถามจะเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

นั่นคือ ก่อนจะเกิดเหตุครั้งต่อไป ระบบของเรามองเห็นคนที่กำลังหลุดออกไปจากสังคมได้เร็วพอหรือยัง

แหล่งที่มา: รายการคมชัดลึก

ข่าวล่าสุด

โลกใต้ดินออนไลน์ เมื่อความสิ้นหวังปั้น Active Shooter เยาวชน

โลกใต้ดินออนไลน์ เมื่อความสิ้นหวังปั้น Active Shooter เยาวชน