posttoday
ศึกซักฟอกเขย่า “อำนาจน้ำเงิน” ปมตัดตอนคดีลามองค์กรอิสระ

ศึกซักฟอกเขย่า “อำนาจน้ำเงิน” ปมตัดตอนคดีลามองค์กรอิสระ

10 สิงหาคม 2569

ฝ่ายค้านขยับเกมซักฟอก จากปมฮั้ว สว.ถึงโกงสอบท้องถิ่น จับตาข้อสงสัย “ตัดตอนคดี” ก่อนลากเส้นถึงอำนาจน้ำเงินและความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ

KEY

POINTS

  • ฝ่ายค้านเตรียมใช้ศึกซักฟอกโจมตี "อำนาจน้ำเงิน" โดยชูประเด็น "ตัดตอนคดี" ที่กระบวนการตรวจสอบถูกทำให้หยุดชะงักก่อนถึงตัวการใหญ่
  • มีการยก 2 คดีสำคัญเป็นตัวอย่าง คือ ความไม่โปร่งใสในการเลือก สว. และการทุจริตสอบท้องถิ่น เพื่อชี้ให้เห็นรูปแบบการสกัดกั้นคดีไม่ให้สาวถึงผู้มีอำนาจ
  • การอภิปรายมุ่งเป้าขยายผลไปถึงองค์กรอิสระอย่าง กกต. และ ป.ป.ช. โดยตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและบทบาทที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายอำนาจดังกล่าว

การอภิปรายไม่ไว้วางใจปลายเดือนสิงหาคม 2569 หากฝ่ายค้านเดินเกมตามที่วางไว้ เป้าหมายอาจไม่ใช่เพียงการไล่บี้รัฐมนตรีเป็นรายคน แต่คือการกระแทกเข้าไปถึง “โครงสร้างอำนาจ” ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเชื่อมโยงตั้งแต่การเมือง ข้าราชการ ไปจนถึงองค์กรอิสระ

สองเรื่องใหญ่ถูกวางบนโต๊ะพร้อมกัน

  • เรื่องแรก คือความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.
  • เรื่องที่สอง คือขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีเงินหมุนเวียนและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก

แม้ต้นเรื่องต่างกัน แต่ฝ่ายค้านกำลังพยายามลากเส้นให้เห็น “รูปแบบร่วม” ว่า เมื่อคดีเดินเข้าใกล้ผู้มีอำนาจ เหตุใดกระบวนการตรวจสอบจึงถูกตั้งคำถามว่าเริ่มช้าลง แคบลง หรือไปไม่ถึงตัวการที่ถูกสงสัยว่าอยู่ชั้นบนของเครือข่าย

นี่จึงเป็นที่มาของคำสำคัญในการซักฟอกครั้งนี้ — “ตัดตอนคดี”

ฮั้ว สว. ศึกไม่ได้อยู่แค่ใครทำ แต่ใครมีอำนาจปิดเกม

กรณีเลือก สว. พรรคประชาชน โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดประเด็นตั้งแต่ความหละหลวมของระเบียบ การเกิด “โพย” การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ไปจนถึงข้อสงสัยเรื่องพฤติกรรมการลงคะแนนในระดับประเทศ

แต่เมื่อเรื่องเดินมาถึงชั้นการสอบสวน ประเด็นทางการเมืองกลับเปลี่ยนไป

คำถามไม่ใช่เพียงว่า มีการฮั้วหรือไม่

แต่คือ หากมีข้อมูลและพยานหลักฐานจำนวนหนึ่งแล้ว ใครควรเป็นผู้ตัดสินว่าคดีควรไปต่อหรือหยุดอยู่ตรงนี้

ฝ่ายค้านกังวลว่า การตั้งคณะอนุกรรมการ การพิจารณาหลายชั้น และระยะเวลาที่ทอดยาว อาจกลายเป็นช่องให้คดีถูกทำให้อ่อนแรง ก่อนลงเอยด้วยข้อสรุปว่า “หลักฐานไม่เพียงพอ”

หากเกิดเช่นนั้น คดีอาจไม่เดินไปถึงศาล และข้อกล่าวหาทั้งหมดก็ถูกปิดลงตั้งแต่ในชั้น กกต.

นี่คือเหตุผลที่ความเห็นของ รองศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ พงศาปาน มีน้ำหนักในทางการเมือง เมื่อเสนอว่า กกต. ควรวางบทบาทเสมือน “บุรุษไปรษณีย์” หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต ก็ควรส่งเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาเพื่อให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

 

คำเปรียบเทียบนี้แทงตรงเข้าสู่หัวใจของข้อพิพาท

เพราะเส้นแบ่งระหว่าง “การกลั่นกรองสำนวน” กับ “การตัดตอนสำนวน” อาจอยู่ใกล้กันมาก

และหากฝ่ายค้านจะทำให้การอภิปรายครั้งนี้มีแรงกระแทก ก็ต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางธุรการ แต่มีพฤติการณ์ที่ทำให้ตั้งคำถามได้จริงว่า มีความพยายามทำให้คดีไปไม่ถึงปลายทางหรือไม่

โกงสอบท้องถิ่น “จบแล้ว” แต่ทำไมตัวการใหญ่ยังเป็นปริศนา

ภาพเดียวกันกำลังถูกนำมาใช้กับคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

จุดที่ฝ่ายค้านหยิบมาขยายคือคำพูดของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า “มันจบแล้วครับ”

ปัญหาคือ ในสายตาฝ่ายค้าน เรื่องอาจยังไม่จบ

เพราะตามข้อมูลที่ถูกนำมาอ้างถึง มีเงินหมุนเวียนในขบวนการสูงถึงประมาณ 4,500 ล้านบาท และผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 6,000 คน

ตัวเลขระดับนี้ทำให้เกิดคำถามโดยธรรมชาติว่า ขบวนการขนาดใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้จากข้าราชการระดับปฏิบัติหรือระดับกลางเพียงไม่กี่คนจริงหรือ

ยิ่งเมื่อมีการตั้งข้อสังเกตถึงบุคคลอักษรย่อ “พ” “ต” รวมถึงกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ซ้อ” ซึ่งถูกสงสัยว่าอาจเป็นผู้มีบทบาทอยู่เหนือผู้ปฏิบัติ แต่กลับไม่ปรากฏชัดในปลายทางของการดำเนินคดี คำว่า “ตัดตอน” จึงกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

แน่นอนว่า ชื่อหรืออักษรย่อเหล่านี้ยังเป็นเพียงข้อสงสัยตามข้อมูลที่มี ไม่อาจถือเป็นข้อยืนยันว่าบุคคลใดกระทำความผิด

แต่ในเชิงการเมือง คำถามสำคัญกว่านั้นคือ หากขบวนการมีขนาดใหญ่ตามที่กล่าวหา เหตุใดการไต่สวนจึงยังไม่สามารถอธิบายโครงสร้างผู้สั่งการ ผู้ได้รับประโยชน์ และผู้ให้ความคุ้มครองได้อย่างชัดเจน

เพราะการทุจริตระดับหลายพันล้านบาท หากเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบจริง ย่อมทำให้เกิดสมมติฐานว่า ไม่อาจอาศัยเพียงคนกลุ่มเดียว

แต่ต้องมีอย่างน้อยสามขาเชื่อมกัน — การเมือง ข้าราชการ และเอกชน

ขาดขาใดขาหนึ่ง ระบบขนาดใหญ่เช่นนี้ย่อมเดินได้ยาก

จากสองคดี สู่เงา “อำนาจน้ำเงิน”

ฝ่ายค้านไม่ได้ต้องการเพียงเปิดแฟ้ตรงนี้เองที่เกมซักฟอกเริ่มร้อนขึ้นมคดีเก่า แต่กำลังพยายามประกอบภาพว่า เหตุใดความผิดปกติซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นเป็นระบบและกระจายตัวในวงกว้าง จึงสามารถดำเนินไปได้โดยผู้เกี่ยวข้องไม่หวั่นเกรงกลไกตรวจสอบ

คำตอบที่ฝ่ายวิจารณ์ตั้งเป็นสมมติฐานคือ ต้องมีความเชื่อบางอย่างว่า “มีคนคุ้ม”

และเมื่อการเมืองปัจจุบันมีขั้วอำนาจที่ถูกเรียกว่า “สายน้ำเงิน” แข็งแรงขึ้น ข้อสงสัยจึงเริ่มพุ่งเข้าหาว่า อิทธิพลทางการเมืองของขั้วนี้มีขอบเขตเพียงในรัฐบาลและรัฐสภา หรือแผ่ไปถึงระบบราชการและกระบวนการตรวจสอบด้วยหรือไม่

นี่เป็นข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักทางการเมืองสูงมาก และฝ่ายค้านจำเป็นต้องมีหลักฐานรองรับมากกว่าการพาดพิง

แต่หากสามารถทำให้สังคมเห็น “จุดเชื่อม” ระหว่างบุคคล เหตุการณ์ การดำเนินคดี และการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐได้ เกมจะเปลี่ยนทันที

เพราะจากเดิมที่รัฐบาลอาจต้องตอบเพียงว่า “ใครเกี่ยวข้องกับการโกง”

คำถามใหม่จะกลายเป็นว่า “ใครมีอำนาจทำให้คนที่เกี่ยวข้องไม่ถูกตรวจสอบ”

สองคำถามนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คำถามแรกคือคดีทุจริต

แต่คำถามหลังคือคดีอำนาจ

กกต.-ป.ป.ช. จากกรรมการ กลายเป็นผู้ถูกจับตา

เมื่อเกมเดินมาถึงจุดนี้ กกต. และ ป.ป.ช. จึงหลีกไม่พ้นการถูกลากเข้าสู่สนามการเมือง

องค์กรอิสระถูกออกแบบมาเพื่อยืนห่างจากฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ

แต่หากสังคมเริ่มตั้งคำถามว่าองค์กรเหล่านี้เลือกเร่งบางคดี ชะลอบางคดี หรือใช้มาตรฐานแตกต่างกัน ความเสียหายจะไม่ได้เกิดกับคดีใดคดีหนึ่งเท่านั้น

สิ่งที่ถูกกัดกร่อนคือ “ความชอบธรรมของระบบตรวจสอบ”

และนี่อาจเป็นอาวุธที่ฝ่ายค้านต้องการมากที่สุด

เพราะการล้มรัฐบาลด้วยเสียงในสภาอาจทำได้ยาก หากรัฐบาลยังครองเสียงข้างมาก

แต่การทำให้สังคมเกิดข้อกังขาว่าองค์กรที่ควรเป็นกรรมการกลับไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความเป็นกลางได้ อาจสร้างต้นทุนทางการเมืองที่ยืดเยื้อกว่าการแพ้โหวตเสียอีก

มาตรา 151 หรือ 152 ไม่สำคัญเท่า “ของในมือ”

ฝ่ายค้านมีทั้งทางเลือกเปิดศึกด้วย มาตรา 151 ซึ่งนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจ หรือใช้ มาตรา 152 เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ

แต่ไม่ว่าจะเลือกช่องทางใด โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เลขมาตรา

อยู่ที่ หลักฐาน

หากฝ่ายค้านมีเพียงข้อสงสัย อักษรย่อ และการเชื่อมโยงทางการเมือง ศึกนี้อาจถูกฝ่ายรัฐบาลตีโต้ว่าเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม “อำนาจน้ำเงิน” เพื่อทำลายคู่แข่ง

แต่หากมีเอกสาร เส้นทางการตัดสินใจ ลำดับคำสั่ง หรือข้อมูลที่ชี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า มีการทำให้คดีหยุดก่อนถึงผู้มีอำนาจ เวทีอภิปรายจะเปลี่ยนจากการโจมตีรัฐบาล เป็นการตั้งคำถามต่อระบบการใช้อำนาจทั้งชุด

เดิมพันจริง ไม่ใช่แค่ล้มรัฐบาล

แม้จะมีการวิเคราะห์ไปถึงสูตรการเมือง “แดง-เขียว-ส้ม” เพื่อสร้างกำลังถ่วงดุลขั้ว “น้ำเงิน” แต่ในความเป็นจริง การรวมตัวทางการเมืองเช่นนั้นยังมีเงื่อนไขและความขัดแย้งระหว่างแต่ละฝ่ายจำนวนมาก

ดังนั้น อาวุธที่ฝ่ายค้านถืออยู่ในเวลานี้จึงอาจไม่ใช่สูตรตั้งรัฐบาลใหม่

แต่คือการทำให้สังคมเชื่อว่า คดีสำคัญกำลังถูกทำให้ไปไม่ถึงคนสำคัญ

หากทำไม่ได้ ศึกซักฟอกครั้งนี้ก็อาจจบลงพร้อมเสียงข้างมากของรัฐบาล และคำว่า “ตัดตอนคดี” จะเหลือเพียงวาทกรรมทางการเมือง

แต่หากฝ่ายค้านสามารถร้อยสองคดีเข้าด้วยกัน จนชี้ให้เห็นรูปแบบของการปกป้อง การประวิงเวลา และอำนาจที่แทรกอยู่เหนือกระบวนการตรวจสอบได้อย่างมีหลักฐาน

ผู้ถูกอภิปรายอาจไม่ได้มีเพียงรัฐบาล

แต่อาจรวมถึง กกต. ป.ป.ช. และโครงสร้างอำนาจที่ถูกเรียกว่า “สายน้ำเงิน” ทั้งระบบ

เมื่อถึงจุดนั้น เดิมพันจึงไม่ใช่ว่าอนุทินหรือรัฐมนตรีคนใดจะผ่านเสียงไม่ไว้วางใจหรือไม่

แต่คือประชาชนยัง “ไว้วางใจ” ได้หรือไม่ว่า เมื่อคดีเดินเข้าใกล้ผู้มีอำนาจ กฎหมายและองค์กรตรวจสอบจะเดินต่อไปจนสุดทาง

นี่ต่างหากคือสนามรบจริงของศึกซักฟอกรอบนี้

ข่าวล่าสุด

เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต