posttoday
โกงสอบท้องถิ่นสะดุด เปิดปมอำนาจ 5,924 ราย จี้บิ๊กตัวจริงร่วมรับผิด

โกงสอบท้องถิ่นสะดุด เปิดปมอำนาจ 5,924 ราย จี้บิ๊กตัวจริงร่วมรับผิด

23 กรกฎาคม 2569

เมื่อการเพิกถอน 5,924 รายยังติดทั้งข้อมูลและข้อกฎหมาย มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่นจึงพุ่งจากห้องสอบถึงคนระดับบิ๊ก พร้อมคำถามว่าใครต้องรับผิดชอบ

KEY

POINTS

  • การเพิกถอนผู้สอบผ่านที่มีคะแนนผิดปกติ 5,924 รายเกิดความล่าช้า เนื่องจากความซับซ้อนของขั้นตอนทางอำนาจ และความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลคะแนน
  • ปัญหาเชิงอำนาจทำให้การจัดการเป็นไปได้ยาก เพราะ กสถ. มีอำนาจแค่ยกเลิกบัญชีสอบ แต่การสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต้องผ่านหลายหน่วยงาน ทำให้กระบวนการไม่สามารถจบในครั้งเดียว
  • มีแรงกดดันให้ตรวจสอบและเอาผิดไปถึงผู้มีอำนาจระดับสูงหรือ "บิ๊กตัวจริง" ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่แค่ลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับล่าง พร้อมเรียกร้องให้สืบสวนเส้นทางการเงิน

มหากาพย์โกงสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการตรวจสอบพบผู้มีคะแนนผิดปกติเพิ่มเป็น 5,924 ราย จากคะแนนผู้สมัครที่ถูกนำมาตรวจสอบเกือบ 280,000 ราย แต่กระบวนการเพิกถอนกลับยังไม่สามารถเดินหน้าได้ตามกำหนด หลังการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.กลาง ซึ่งเดิมกำหนดวันที่ 23 กรกฎาคม ถูกเลื่อนออกไป

 

เหตุผลอย่างเป็นทางการคือข้อมูลจากคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ยังไม่สมบูรณ์ ต้องตรวจสอบรายชื่อ คะแนนดิบ และสถานะการบรรจุให้ตรงกันก่อนเสนอให้ผู้มีอำนาจพิจารณา แต่เบื้องหลังความล่าช้ากลับเต็มไปด้วยคำถาม ทั้งเรื่องความพร้อมทางกฎหมาย ความขัดแย้งภายใน และความเสี่ยงที่คำสั่งเพิกถอนอาจถูกฟ้องกลับ หากดำเนินการผิดคนหรือผิดขั้นตอน

 

ปัญหาสำคัญคือ แม้ กสถ. จะเป็นผู้จัดสอบและประกาศบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ แต่ไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการสั่งให้ผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วพ้นจากราชการ อำนาจของ กสถ. อยู่ที่การแก้ไขหรือเพิกถอนบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งเป็นต้นทางของกระบวนการเท่านั้น

เมื่อบุคคลใดได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว เรื่องต้องผ่าน ก.กลาง ก่อนส่งต่อไปยังคณะกรรมการระดับจังหวัด และผู้มีอำนาจออกคำสั่งบรรจุเดิม ซึ่งโดยหลักคือนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ให้ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งเป็นรายบุคคล

 

เส้นทางอำนาจหลายชั้นนี้ทำให้การจัดการคนกว่า 5,000 รายไม่อาจจบลงด้วยมติฉบับเดียว เพราะแต่ละรายมีหน่วยงานต้นสังกัด คำสั่งแต่งตั้ง และสถานะทางราชการแตกต่างกัน หากข้อมูลคลาดเคลื่อนแม้เพียงบางส่วน อาจกระทบทั้งเงินเดือน สิทธิประโยชน์ และอนาคตของผู้ถูกเพิกถอน ก่อนกลายเป็นคดีในศาลปกครองจำนวนมาก

 

โกงสอบท้องถิ่นสะดุด เปิดปมอำนาจ 5,924 ราย จี้บิ๊กตัวจริงร่วมรับผิด

 

อีกทางเลือกหนึ่งที่มีการเสนอคือการใช้หลักคำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง หรือแนวคิดเรื่อง “โมฆะ” หากพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการสอบไม่ชอบด้วยกฎหมายในสาระสำคัญ ประกาศผลสอบและคำสั่งบรรจุที่ตามมาอาจถือว่าไม่มีผลมาตั้งแต่ต้น

 

อย่างไรก็ตาม หลักดังกล่าวไม่ใช่ทางลัดที่ใช้ได้โดยอัตโนมัติ รัฐยังต้องแยกให้ชัดว่าใครเกี่ยวข้องกับการแก้คะแนน ใครได้รับประโยชน์ และใครสอบผ่านโดยสุจริต เพราะการเพิกถอนแบบเหมารวมอาจทำให้คนบริสุทธิ์ต้องรับผลจากการกระทำของขบวนการทุจริต

ความไม่แน่นอนยิ่งเพิ่มขึ้นจากข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลคะแนนในแฟลชไดรฟ์ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ถูกเข้ารหัสอย่างรัดกุม จึงอาจเปิดช่องให้เกิดการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้

 

นายรังสิมันต์ เสนอว่าการตรวจสอบต้องย้อนกลับไปยังกระดาษคำตอบต้นฉบับ ไม่ควรยึดข้อมูลดิจิทัลเพียงชุดเดียว เพราะยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าแฟลชไดรฟ์ผ่านการแก้ไขมาแล้วหรือไม่ การแก้ไขเสร็จสิ้นทั้งหมดหรือยัง และข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ระบุรายชื่อผิดปกติสะท้อนความเสียหายครบถ้วนเพียงใด

 

ข้อสงสัยนี้ทำให้การตรวจสอบต้องตอบให้ได้ว่า คะแนนต้นฉบับของแต่ละคนคือเท่าใด ใครสามารถเข้าถึงไฟล์ข้อมูล การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อใด และข้อมูลชุดใดถูกส่งไปใช้ประกาศผล เพราะหากต้นทางยังไม่น่าเชื่อถือ การเพิกถอนปลายทางย่อมเสี่ยงผิดพลาดตามไปด้วย

 

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนคู่สัญญาจัดสอบ จากมหาวิทยาลัยบูรพามาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว โดยระบุว่ามีการใช้อำนาจของ กสถ. และอ้างถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนทำหนังสือไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อเปลี่ยนแปลงคู่สัญญา

 

ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อกล่าวหาและข้อสงสัยทางการเมืองที่หน่วยงานและบุคคลที่ถูกพาดพิงต้องได้รับโอกาสชี้แจง แต่สิ่งที่รัฐควรเปิดเผยคือเหตุผล เอกสาร และลำดับการตัดสินใจทั้งหมด เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ว่า การเปลี่ยนคู่สัญญามีที่มาอย่างไร และมาตรการป้องกันข้อมูลถูกออกแบบไว้รัดกุมเพียงใด

 

แรงกดดันยังขยายไปถึงเส้นทางการเงิน นายรังสิมันต์เสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเร่งติดตามและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิด ไม่ควรรอจนมีการโยกย้ายถ่ายโอน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากพบการแบ่งหน้าที่และวางระบบเป็นเครือข่าย อาจต้องพิจารณาความผิดอื่นนอกเหนือจากคดีทุจริต รวมถึงข้อหาอั้งยี่หรืออาชญากรรมในลักษณะอื่น

 

รังสิมันต์ โรม

 

อย่างไรก็ดี การตั้งข้อหาและชี้ความผิดเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนและหน่วยงานยุติธรรม ต้องอาศัยพยานหลักฐาน ไม่สามารถสรุปจากข้อกล่าวหาทางการเมืองได้ สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างผังความเชื่อมโยงระหว่างผู้จัดสอบ เจ้าหน้าที่ผู้เข้าถึงข้อมูล ผู้ได้รับประโยชน์ และเส้นทางเงิน

 

การเลื่อนประชุม ก.กลาง ยังทำให้เกิดกระแสข่าวเรื่องความพยายาม “ตัดตอน” คดีไม่ให้สาวถึงฝ่ายการเมือง รวมถึงข้อวิเคราะห์ว่าการชะลอประชุมอาจเป็นการลดความเสี่ยงที่ผู้มีอำนาจระดับนโยบายจะถูกฟ้อง หากรีบลงมติโดยข้อมูลยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตเหล่านี้ยังต้องพิสูจน์ด้วยเอกสารและพยานหลักฐานเช่นเดียวกัน

 

นายรังสิมันต์ย้ำว่า ไม่ควรโยนความรับผิดไปยังฝ่ายเลขานุการหรือเจ้าหน้าที่ระดับล่างเพียงกลุ่มเดียว เพราะกรรมการและผู้มีอำนาจทุกระดับมีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลก่อนประกาศบัญชี เขาเชื่อว่า หากไม่มีสัญญาณไฟเขียวจากคนระดับสูง การทุจริตที่มีขนาดใหญ่และดำเนินการเป็นขบวนการเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ยาก

 

ถ้อยคำดังกล่าวพุ่งแรงกดดันไปยังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาหลายสมัย ซึ่งนายรังสิมันต์เห็นว่าไม่อาจปัดความรับผิดชอบทางการเมืองได้ แม้ยังไม่มีข้อสรุปว่านายอนุทินหรือผู้มีอำนาจระดับสูงคนใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดโดยตรง

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย

 

ความรับผิดชอบทางการเมืองจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเป็นผู้ร่วมทุจริต แต่หมายถึงหน้าที่ในการอธิบายว่า ระบบกำกับดูแลล้มเหลวตรงไหน เหตุใดข้อมูลสำคัญจึงถูกปล่อยให้มีช่องโหว่ ใครละเลยการตรวจสอบ และรัฐบาลจะรับประกันได้อย่างไรว่า การสะสางครั้งนี้จะไม่จบลงด้วยการลงโทษเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง

 

คดีโกงสอบท้องถิ่นไม่ใช่เพียงโจทย์ว่าจะเพิกถอน 5,924 รายชื่ออย่างไร แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐจะปราบทุจริตโดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้สอบสุจริตได้หรือไม่ หากเร่งฟันโดยข้อมูลไม่แม่นยำ หลักนิติธรรมอาจถูกทำลาย แต่หากอาศัยความซับซ้อนของกฎหมายเป็นเกราะป้องกันผู้มีอำนาจ ระบบคุณธรรมก็ยิ่งหมดความหมาย

 

คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ใครมีอำนาจลงนามเพิกถอน หากแต่อยู่ที่ใครจะกล้าเปิดข้อมูลต้นทาง สาวเส้นเงิน และติดตามความรับผิดชอบไปถึงผู้บงการตัวจริง โดยไม่ปล่อยให้มหากาพย์ครั้งนี้ถูกตัดตอนกลางทาง.

 

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด

โกงสอบท้องถิ่นสะดุด เปิดปมอำนาจ 5,924 ราย จี้บิ๊กตัวจริงร่วมรับผิด

โกงสอบท้องถิ่นสะดุด เปิดปมอำนาจ 5,924 ราย จี้บิ๊กตัวจริงร่วมรับผิด