posttoday
รัฐบาล ติดหล่ม 3 วิกฤต โกงสอบลาม เศรษฐกิจทรุด รัฐมนตรีโลกลืมฉุดศรัทธาลง

รัฐบาล ติดหล่ม 3 วิกฤต โกงสอบลาม เศรษฐกิจทรุด รัฐมนตรีโลกลืมฉุดศรัทธาลง

12 กรกฎาคม 2569

คดีโกงสอบท้องถิ่น เศรษฐกิจโตต่ำ และรัฐมนตรีไร้ผลงาน กำลังผนึกเป็น 3 วิกฤตใหญ่ กดเครดิตรัฐบาลให้ทรุด หากไม่กล้ารื้อโครงสร้างและจัดการผู้มีอำนาจโดยไม่ไว้หน้า

KEY

POINTS

  • เผชิญวิกฤตทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นที่ขยายวงกว้างเป็นขบวนการใหญ่ สร้างความเสียหายมหาศาลและสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบราชการ
  • เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลงและตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้
  • คณะรัฐมนตรีถูกวิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพ โดยรัฐมนตรีบางคนถูกมองว่ามาจากการแต่งตั้งตามโควตาการเมืองมากกว่าความสามารถ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ

รัฐบาลกำลังเผชิญ “3วิกฤต” ทั้งคดีโกงสอบท้องถิ่น เศรษฐกิจเติบโตต่ำ และประสิทธิภาพของรัฐมนตรีที่ถูกตั้งคำถาม เมื่อปัญหาทั้ง3มาบรรจบกัน สิ่งที่ถูกกัดกร่อนไม่ใช่เพียงคะแนนนิยม แต่คือความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

 

พายุลูกแรกคือกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถูกเปรียบเป็นมะเร็งร้ายในระบบราชการ ข้อมูลระบุว่า เม็ดเงินจากการวิ่งเต้นและซื้อขายตำแหน่งอาจสูงถึง 5,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ได้รับการบรรจุประมาณ 15,000 คน มีผู้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติ 5,959 คน หรือเกือบร้อยละ 40 ตัวเลขนี้ทำให้เรื่องดังกล่าวไม่อาจถูกมองเป็นการโกงเฉพาะจุด แต่สะท้อนขบวนการที่อาจแทรกซึมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

รูปแบบที่ถูกกล่าวถึงมีทั้งการตั้งบริษัทบังหน้า การใช้โควตานักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง การขายตำแหน่งตั้งแต่ 300,000–850,000 บาท และการแก้กระดาษคำตอบเพื่อผลักผู้จ่ายเงินให้สอบผ่าน หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ย่อมหมายความว่าประตูเข้าสู่ราชการไม่ได้เปิดด้วยความรู้ความสามารถ แต่ถูกเปลี่ยนเป็นตลาดซื้อขายอนาคตของรัฐ

คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้จ่ายหรือผู้รับเงิน แต่ต้องไล่ถึงผู้คุ้มครองและผู้ได้ประโยชน์ระดับสูง ปัจจุบันมีข้อมูลว่า ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ 22 ราย รวมถึงอธิบดีและกรรมการกลางการสอบ สังคมจึงจับตาคณะกรรมการตรวจสอบจากกระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี และ ป.ป.ช. ว่าจะเดินถึง “ปลาตัวใหญ่” หรือจบเพียงการจับผู้ปฏิบัติระดับล่างเพื่อปิดคดีและฟอกภาพผู้มีอำนาจ

 

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่มเชิงโครงสร้าง การเติบโตประมาณร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อร้อยละ 2.5 สะท้อนว่ารายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง แม้ตัวเลขทางบัญชียังเป็นบวก แต่ชีวิตประจำวันกลับตรงกันข้าม เพราะรายได้วิ่งช้ากว่าค่าครองชีพ และผลประโยชน์จากการเติบโตยังกระจุกในคนบางกลุ่ม

 

ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” จึงไม่อาจแก้ด้วยมาตรการระยะสั้นหรือประชานิยมเฉพาะหน้า สิ่งที่รัฐบาลถูกคาดหวังคือการรื้อโครงสร้างที่กดทับการแข่งขัน รายได้ และโอกาสของประชาชน แต่ยังไม่มีภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนพอจะสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะหลุดจากวงจรเติบโตต่ำ

 

อีกด้าน คณะรัฐมนตรีกลายเป็นจุดอ่อน คำเรียก “รัฐมนตรีโลกลืม” หรือ “รัฐมนตรีลูกเทพ–ลูกเจี๊ยบ” สะท้อนข้อวิจารณ์ว่าบางคนเข้าสู่ตำแหน่งด้วยโควตาสายเลือดและอำนาจของบ้านใหญ่ มากกว่าผลงานหรือความเชี่ยวชาญ เมื่อประชาชนไม่เห็นนโยบายและแทบไม่รู้จักผู้รับผิดชอบกระทรวง เครดิตรัฐบาลย่อมลดลงทุกวัน

สัญญาณจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เตือนว่า หากรัฐมนตรียังเป็น “โลกลืม” นายกฯ ก็อาจลืมเช่นกัน จึงถูกตีความเป็นแรงกดดันก่อนการปรับคณะรัฐมนตรีปลายปี แต่การเปลี่ยนตัวบุคคลจะไม่มีความหมาย หากยังใช้ระบบโควตาเดิมและไม่ยึดผลงานเป็นตัวตัดสิน

 

 

บททดสอบของรัฐบาลอยู่ที่ความกล้าหาญทางการเมือง ต้องตรวจสอบคดีโกงสอบให้ถึงผู้บงการ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนสัมผัสผลได้จริง และจัดทัพรัฐมนตรีด้วยความสามารถ ไม่ใช่สายสัมพันธ์ หากยังเลือกประคองปัญหาแทนการผ่าตัด เครดิตรัฐบาลอาจไม่ได้ค่อย ๆ ลดลง แต่จะพังพร้อมกันจากทั้ง3วิกฤต

ข่าวล่าสุด

เตือนคนกรุง! ดัชนีความร้อนพุ่งระดับ “เตือนภัย” PM 2.5 ไม่เกินมาตรฐาน

เตือนคนกรุง! ดัชนีความร้อนพุ่งระดับ “เตือนภัย” PM 2.5 ไม่เกินมาตรฐาน