
พ.ร.ก.กู้4แสนล้าน ไฟเขียวรัฐบาลอนุทิน เสี่ยงบรรทัดฐานวินัยคลัง
คำวินิจฉัยไฟเขียว พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน แม้ช่วยรัฐบาลอนุทิน พ้นด่านกฎหมาย แต่ถูกตั้งคำถามว่าอาจเปิดทางใช้อำนาจพิเศษเลี่ยงสภา
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 เห็นชอบให้รัฐบาลสามารถออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้
- ผู้เชี่ยวชาญแสดงความกังวลว่าคำวินิจฉัยนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศ
- การกู้เงินโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบของสภา อาจถูกใช้เป็นทางลัดทางการเมืองและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 7ต่อ2 ที่เห็นชอบกับการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แม้ทำให้รัฐบาลผ่านด่านสำคัญทางกฎหมาย แต่ในมุมมองของ รองศาสตราจารย์ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง กลับไม่ใช่ชัยชนะที่ควรสบายใจนัก เพราะสิ่งที่ตามมาคือคำถามใหญ่ต่อวินัยการเงินการคลัง กลไกตรวจสอบ และอนาคตของการใช้อำนาจพิเศษทางเศรษฐกิจ
อาจารย์เจิมศักดิ์มองว่า นี่คือจุดเสี่ยงของระบบการคลังไทย เพราะหากรัฐบาลใดสามารถอ้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” เพื่อข้ามขั้นตอนตรวจสอบของสภาได้ การกู้เงินผ่านกฎหมายพิเศษก็อาจกลายเป็นทางลัดทางการเมือง มากกว่าจะเป็นมาตรการฉุกเฉินอย่างแท้จริง ยิ่งหากมีการขยับเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ขึ้นไปอีก ภาพของวินัยการเงินการคลังจะยิ่งถูกตั้งคำถามหนักขึ้น
ด้านหนึ่ง คำวินิจฉัยนี้ทำให้รัฐบาลได้รับ “ไฟเขียว” เดินหน้ากู้เงิน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเชื่อมั่นของประเทศอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะหากองค์กรตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมถูกมองว่าไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ประเทศไทยย่อมเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ที่ไม่น่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนต่างชาติ
ปัญหาทางการเมืองก็ยังไม่จบลงเพียงแค่คดีกู้เงิน รัฐบาลยังเผชิญแรงกดดันจากประเด็นอื่น ทั้งคดีทุจริตการเลือกตั้งที่เกี่ยวข้องกับ QR Code และ Barcode รวมถึงกรณีการฮั้ว สว. ซึ่งล้วนเป็นระเบิดเวลาที่อาจกระทบเสถียรภาพทางการเมืองได้ หากองค์กรอิสระไม่สามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมา หรือถูกมองว่าถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์และอำนาจทางการเมือง
ข้อเสนอของอาจารย์เจิมศักดิ์จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การวิจารณ์คำวินิจฉัย แต่ชี้ไปยังทางออกเชิงโครงสร้าง รัฐบาลควรนำโครงการที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เช่น การปรับโครงสร้างพลังงาน โซลาร์รูฟท็อป หรือรถยนต์ไฟฟ้า เข้าสู่ระบบงบประมาณรายปี เพื่อให้สภาตรวจสอบความจำเป็น ความคุ้มค่า และผลกระทบอย่างละเอียด
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปที่มาของอำนาจ โดยเฉพาะบทบาทของ สว. และองค์กรอิสระ เพื่อฟื้นสมดุลการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอิทธิพลเหนือกลไกที่ควรทำหน้าที่ควบคุมอำนาจรัฐ
ท้ายที่สุด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขหนี้สาธารณะ แต่เป็นบททดสอบว่า ประเทศไทยจะยอมให้การใช้อำนาจพิเศษกลายเป็นทางลัดของรัฐบาลหรือไม่ หากไม่มีการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ปฏิรูปภาษี และฟื้นระบบตรวจสอบให้เข้มแข็ง วิกฤตที่แท้จริงอาจไม่ใช่การขาดเงิน แต่คือการขาดความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยและวินัยการคลังของประเทศ
แหล่งที่มาประกอบวิเคราะห์ : รายการคมชัดลึก (คลิก)







