
เปิดโพยฮั้วเลือกสว.67 ลากไส้เครือข่ายทุน-การเมือง เขย่ากกต.อัมพาต
หลักฐานมัดขบวนการล็อกสเปก สว. ระดับประเทศ พบสถิติกาเบอร์พิลึกฝืนธรรมชาติ ด้าน กกต. ส่อละเลยหน้าที่เมินระงับเหตุซึ่งหน้า หวั่นทำระบบตรวจสอบอัมพาต
KEY
POINTS
- พบหลักฐานขบวนการจัดตั้งฮั้วเลือกตั้ง สว. 67 อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ โดยมีโพยรายชื่อและรูปแบบการลงคะแนนที่ผิดปกติ ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายทุนและนักการเมือง
- กกต. ถูกวิจารณ์ว่าเพิกเฉยต่อการทุจริตซึ่งหน้าและมีกระบวนการสอบสวนภายในที่น่ากังขา นำไปสู่การยกคำร้องทั้งหมดและทำให้องค์กรตกอยู่ในสภาวะอัมพาต
- มีการเรียกร้องให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อกอบกู้ศรัทธาในกระบวนการเลือกตั้ง และเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสของ กกต. เอง ซึ่งอาจต้องเผชิญความผิดทางอาญาหากไม่ดำเนินการ
กลายเป็นภาพจำประวัติศาสตร์การเมืองไทยเมื่อกล้องวงจรปิดในสถานที่เลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ระดับประเทศ บันทึกนาทีที่กรรมการ กกต. เดินสายริบโพยจดหมายเลขจากมือผู้สมัคร พร้อมเอ่ยปากตักเตือนให้เลือกตั้งด้วยความสุจริต
ทว่าน่าแปลกใจที่กระบวนการกลับดำเนินต่อไปจนจบ โดยไม่มีการสั่งระงับหรือยกเลิกการเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นพฤติการณ์ซึ่งหน้าอันน่าเคลือบแคลง นำมาสู่คำถามสำคัญจากสังคมถึงการใช้อำนาจดุลพินิจที่บิดเบือน
ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้วุฒิสภาซึ่งเป็นด่านสุดท้ายในการรับรององค์กรอิสระ ต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะสถาบันอัมพาตจากการแทรกแซงของเครือข่ายอำนาจ
ลึกลงไปในสำนวนการสอบสวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ปรากฏโครงสร้างขบวนการจัดตั้งระดับประเทศที่มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 ราย
โดยมีกรณีศึกษาของจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นโมเดลต้นแบบที่ชี้ให้เห็นความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์ที่เป็นศูนย์ เมื่อใบลงคะแนนของผู้สมัครจำนวนมากมีการกาหมายเลขตรงกับโพยจัดตั้งในลำดับเดียวกันเป๊ะ โดยเฉพาะชุดตัวเลขเจ้าปัญหาที่หมายเลข 7 ไปโผล่ในตำแหน่งที่ 3 ของใบลงคะแนนหลายใบอย่างผิดธรรมชาติ
ขบวนการนี้ถูกจำแนกออกเป็นสามกลุ่มหลัก ตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่นและนายทุนพรรคการเมืองผู้สั่งการ กลุ่ม สว. ที่ได้รับเลือกจริงกว่า 130 คนที่มีชื่อโยงใยในโพย และกลุ่มโหวตเตอร์ที่ตกรอบ ซึ่งพบเส้นทางการเงินโอนเงินหลักพันบาทพร้อมข้ออ้างชวนหัวอย่างค่าฉีดทุเรียนหรือค่าบูชาไอ้ไข่ซึ่งขัดกับหลักเหตุผลอย่างยิ่ง
ยุทธการครั้งนี้ถูกนิยามว่าเป็น ระบอบช่วยน้ำเงิน ซึ่งสะท้อนถึงเครือข่ายอำนาจที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยและการสั่งการผ่านกลกลไกปกครอง
ความเชื่อมโยงนี้ส่งผลให้กลไกตรวจสอบอยู่ในสภาวะอัมพาตเนื่องจากความย้อนแย้งของที่มาแห่งอำนาจ โดยเฉพาะกรณีที่กรรมการ กกต. เสียงข้างมากได้รับแต่งตั้งมาจากวุฒิสภาชุดเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการตรวจสอบภายในของ กกต. ยังปรากฏความผิดปกติเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งการสร้างพื้นที่มืดด้วยการไม่แจกบัตรเจ้าหน้าที่ให้แก่ผู้ตรวจการเลือกตั้งเพื่อกีดกันไม่ให้เข้าพื้นที่สอดส่องพฤติการณ์
การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะแทนที่จะใช้วิธีสุ่มตามปกติ พร้อมทั้งตัดตัวแทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอซึ่งถือข้อมูลสำคัญเรื่องการฟอกเงินออกจากกระบวนการ จนนำไปสู่มติเสียงข้างมากให้ยกคำร้องทั้งหมดเพื่อฟอกขาวขบวนการนี้
ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าที่ กกต. จะใช้วินิจฉัยตัดตอนเองในชั้นก่อนฟ้อง ทางออกเดียวในการกู้คืนศรัทธาคือการส่งหลักฐานทั้งหมดให้ศาลฎีกาพิจารณาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีขององค์กรอิสระ
มิเช่นนั้น กกต. อาจต้องเผชิญกับความรับผิดทางอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 เสียเอง
แหล่งที่มาประกอบบทวิเคราะห์ : รายการคมชัดลึก (คลิก)







