
เจาะระบอบสีน้ำเงิน กลืนอำนาจรัฐพันลึก สกัดส้ม กินรวบกติกาประเทศ
พลิกเกมดุลอำนาจใหม่ เมื่อกติกาปี 60 เอื้อ "เครือข่ายสีน้ำเงิน" ยึดสภาสูง คุมองค์กรอิสระ สกัดแลนด์สไลด์สีส้ม ท่ามกลางคำเตือนประวัติศาสตร์ระวังจบไม่สวย
KEY
POINTS
- "ระบอบสีน้ำเงิน" คือกลุ่มอำนาจใหม่ที่ถูกวิเคราะห์ว่าใช้เครือข่าย สว. กว่า 160 คน เป็นกลไกแต่งตั้งองค์กรอิสระและแผ่อิทธิพลในระบบราชการเพื่อสร้างรัฐพันลึก
- เป้าหมายหลักของระบอบนี้คือการสกัดกั้นการเติบโตของพรรคการเมืองฝ่ายสีส้ม ซึ่งเป็นภารกิจที่เปลี่ยนมือมาจากขั้วอำนาจเก่า
- มีความพยายามขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคงกติกาเดิมไว้ หรือเข้าควบคุมกระบวนการร่างฉบับใหม่เพื่อให้ฝ่ายตนเองได้เปรียบ
การเมืองไทยกำลังเผชิญกับการจัดวางโครงสร้างอำนาจครั้งใหม่ที่เข้มแข็งและแนบเนียนกว่าเดิม ในนามของ "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งพรรคประชาชน (ฝ่ายสีส้ม) วิเคราะห์ว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่ฉวยโอกาสจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ในการสถาปนาอำนาจของชนชั้นนำให้อยู่เหนือประชาชน ผ่านกลไกเชื่อมโยงกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สายสีน้ำเงินที่มีจำนวนสูงถึง 160 คน จาก 200 คน หรือคิดเป็น 80% ของสภาสูง
โดยถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ ทั้ง กกต., ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญ จนเกิดข้อวิจารณ์ถึงการสร้างเครือข่ายพึ่งพากันระหว่างรัฐบาลและองค์กรตรวจสอบ
เป้าหมายหลักของระบอบนี้คือการสกัดกั้นการเติบโตของพรรคการเมืองสายสีส้ม โดยเปลี่ยนแกนหลักในการทำหน้าที่นี้จาก "สายสีแดง" ในอดีต มาเป็น "สายสีน้ำเงิน" ที่มีความเชี่ยวชาญในการเป็นนักปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผลมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ความน่ากังวลยังอยู่ที่การขยายอิทธิพลเข้าสู่ระบบราชการและกลุ่มทุน จนกลายสภาพเป็น "รัฐพันลึก" (Deep State) ที่ผสานประโยชน์ร่วมกับเครือข่ายข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหารอย่างเป็นปึกแผ่น สามารถกำหนดทิศทางการเติบโตของข้าราชการจนเป็นที่เกรงกลัว และมีกลุ่มทุนใหญ่คอยซัพพอร์ตเบื้องหลัง
ส่องเกมยื้อกติกาใหม่
ความกังวลสูงสุดในขณะนี้คือการส่งผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบอบสีน้ำเงินถูกมองว่าอาจทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางไม่ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จ เพื่อคงการใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ต่อไป หรือหากต้องร่างใหม่ ก็จะเข้าควบคุมกลไกการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อผูกขาดเนื้อหาให้ตนเองได้ประโยชน์
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและกลุ่ม สว. ที่ถูกพาดพิงได้ออกมาตอบโต้เพื่อสร้างความชอบธรรม โดยยืนยันว่าการเติบโตล้วนมาจากวิถีทางประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเป็นตัวแทนของประชาชน พร้อมทั้งตอกกลับฝ่ายสีส้มว่าในอดีตเคยเป็นคน "เปิดประตู" ให้เข้าสู่อำนวยตอนที่มีเพียง 70 เสียง ส่วนกลุ่ม สว. ยืนยันว่าคำว่าสีน้ำเงินหมายถึงสีบนธงไตรรงค์ มีหน้าที่ปกป้องสถาบันและระบอบการปกครองอย่างเป็นอิสระ 100% โดยไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง
อย่างไรก็ตาม ในทางทางการเมือง ไม่มีอำนาจใดอยู่ค้ำฟ้า ดังเช่นบทเรียนเตือนใจจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชี้ให้เห็นว่า ในทุกยุคทุกสมัยที่มีความพยายามจะ "กินรวบ" หรือลุแก่อำนาจ มักจะจบลงไม่สวยงามเสมอในท้ายที่สุด







