posttoday
สแกนเผด็จการรัฐสภา เทียบเครือข่ายอำนาจจากทักษิณสู่ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ

สแกนเผด็จการรัฐสภา เทียบเครือข่ายอำนาจจากทักษิณสู่ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ

01 มิถุนายน 2569

เจาะดีเอ็นเอเผด็จการรัฐสภา เทียบระบอบทักษิณกับสีน้ำเงิน ใครกินรวบลึกกว่า เมื่อเสียงข้างมาก สว. และองค์กรอิสระกลายเป็นเกราะคุมอำนาจและอนาคตประชาธิปไตยของไทย

KEY

POINTS

  • บทวิเคราะห์ชี้ว่าทั้งระบอบทักษิณในอดีตและ "ระบอบสีน้ำเงิน" ในปัจจุบันมีลักษณะร่วมกันคือเป็น "เผด็จการรัฐสภา" ที่ใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อควบคุมกลไกการเมือง
  • ความแตกต่างที่สำคัญคือระบอบทักษิณขัดแย้งกับกลุ่มอำนาจดั้งเดิม (ฝ่ายอนุรักษนิยม, กองทัพ) ขณะที่ "ระบอบสีน้ำเงิน" กลับได้รับการสนับสนุนและค้ำจุนจากกลุ่มอำนาจเหล่านี้
  • "ระบอบสีน้ำเงิน" ถูกมองว่าอันตรายกว่า เพราะสามารถควบคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สามารถแทรกแซงองค์กรอิสระ และมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นเกราะคุ้มกัน

การเมืองไทยกำลังเผชิญหน้ากับปีศาจตนใหม่ที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่าเดิม คำถามสำคัญคือระบอบกินรวบรูปแบบใดที่จะตรึงอนาคตของประเทศนี้ให้อยู่ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จอย่างแท้จริง

ส่วนเชื่อม: จากบทเรียนในอดีตสู่ภูมิทัศน์อำนาจใหม่

พฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นนำไทยที่แปรเปลี่ยนไปในปัจจุบัน กำลังสะท้อนภาพจำลองอันคุ้นเคยในอดีต ความพยายามในการแสวงหาและสถาปนาอำนาจผ่านกลไกทางรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย ทว่าการถือกำเนิดขึ้นของสิ่ง ที่นักวิชาการและฝ่ายค้านขนานนามว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ในเวลานี้ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนและข้อกังขาครั้งใหญ่ ว่าประวัติศาสตร์บาดแผลกำลังจะซ้ำรอยเดิม หรือแท้จริงแล้วมันคือการวิวัฒนาการของโครงสร้างอำนาจที่ลึกซึ้ง และยากต่อการสั่นคลอนยิ่งกว่ายุคใดๆ ที่เคยปรากฏมา

ข้อเท็จจริงและหลักฐาน: ดีเอ็นเอที่คล้ายคลึงบนความต่างของเสาค้ำยัน

เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง ระบอบทักษิณในอดีตและระบอบสีน้ำเงินในปัจจุบัน มีดีเอ็นเอทางการเมืองที่แทบจะเป็นเนื้อเดียวกันในฐานะ "เผด็จการรัฐสภา" ทั้งสองระบอบขับเคลื่อนด้วยการกุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง ทำให้สามารถชนะการโหวตในวาระสำคัญได้อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด มีการแผ่อิทธิพลเข้าแทรกแซงระบบราชการผ่านการโยกย้ายและแต่งตั้งข้าราชการที่เป็นพวกพ้องเข้าสู่ตำแหน่งยุทธศาสตร์ ตลอดจนการถักทอสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุนใหญ่ในลักษณะ "ธุรกิจการเมือง" ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการลดทอนอำนาจศัตรูเพื่อสถาปนาฐานอำนาจในระยะยาว

จุดตัดทางประวัติศาสตร์: ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ "สายสัมพันธ์กับโครงสร้างอำนาจดั้งเดิม"

ในอดีต ระบอบทักษิณยืนอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายอนุรักษนิยม องค์กรอิสระ และกองทัพอย่างชัดเจน ทำให้อำนาจของทักษิณเปราะบางและถูกทลายลงอย่างง่ายดายด้วยกระบวนการนอกระบบการเลือกตั้ง เช่น การรัฐประหารและการยุบพรรค ในทางตรงกันข้าม ระบอบสีน้ำเงินกลับมีกลุ่มอนุรักษนิยม องค์กรอิสระ และกองทัพทำหน้าที่เป็น "เสาค้ำยัน" อันมั่นคง โดยมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นเครื่องมือและพิมพ์เขียวในการสถาปนาอำนาจอย่างถูกกฎหมาย

การลำดับเรื่อง: ทำไมระบอบสีน้ำเงินจึงน่ากลัวกว่า?

จากการประเมินของนักวิเคราะห์ทางการเมือง ทัศนะส่วนใหญ่บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า "ระบอบสีน้ำเงินมีความน่ากลัวและอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยมากกว่าระบอบทักษิณ" โดยสามารถจำแนกเหตุผลเชิงลึกออกเป็น 4 มิติหลัก ดังนี้:

การกินรวบทุกกลไกอย่างเบ็ดเสร็จ (Total Control): ในขณะที่ระบอบทักษิณสามารถควบคุมได้เพียงสภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) แต่ระบอบสีน้ำเงินในปัจจุบันกลับสามารถแผ่อิทธิพลครอบคลุมทั้งสภาบน (วุฒิสภา) และสภาล่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะการมีเสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สายสีน้ำเงินในมือถึงประมาณ 160-170 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ทำให้น้ำเงินมีอำนาจชี้ขาดเหนือรัฐสภาอย่างแท้จริง

การควบคุมองค์กรอิสระผ่านสภาสูง: ระบอบสีน้ำเงินใช้ความได้เปรียบจากการคุมเสียง สว. เป็นกลไกในการคัดเลือกและให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้องค์กรตรวจสอบเหล่านี้กลายเป็นพวกเดียวกับฝ่ายการเมือง เมื่อกลไกตรวจสอบระบบตรวจสอบล้มเหลว ประชาชนจึงไม่เหลือที่พึ่งในการทวงถามความโปร่งใส

เกราะป้องกันจากกระบวนการยุติธรรม: ด้วยความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างระบอบสีน้ำเงิน องค์กรอิสระ และฝ่ายอนุรักษนิยม ทำให้กลไก "ตุลาการภิวัฒน์" ที่เคยถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการเช็กบิลระบอบทักษิณในอดีต ไม่สามารถนำมาใช้จัดการกับระบอบสีน้ำเงินได้ ระบอบนี้จึงถูกโอบอุ้มและปกป้องด้วยอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างปลอดภัย

การวางรากฐานผ่านกฎหมายสูงสุด: ระบอบสีน้ำเงินคือมรดกตกทอดอย่างเป็นทางการของการรัฐประหารปี 2557 ที่ถูกชุบตัวและฝังรากลึกผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 มีการจัดวางสถาบันการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนำให้อยู่เหนือสิทธิเสียงของประชาชน และพร้อมที่จะขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจของตนไว้

บทสรุป: เครือข่ายเร้นลับใต้พรมอำนาจ

แม้ในปัจจุบัน ระบอบสีน้ำเงินอาจจะยังไม่ได้แสดงพฤติกรรมที่ท้าทายหรือสร้างความขัดแย้งกับประชาชนอย่างโจ่งแจ้งเหมือนระบอบทักษิณในอดีต เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก่อร่างสร้างฐาน แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ภายใต้ "โครงสร้างเครือข่ายที่อันตรายกว่า" มันคือการกินรวบอำนาจรัฐอย่างเงียบเชียบทว่าเบ็ดเสร็จ เป็นอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้และมีเกราะกฎหมายคอยคุ้มกันไว้อย่างแน่นหนา

สังคมไทยจะปล่อยให้ระบอบที่ไร้การตรวจสอบนี้กลืนกินอนาคตของประเทศไปจนหมดสิ้น หรือถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องตื่นรู้เพื่อร่วมกันทลายกำแพงกฎหมายที่อยุติธรรมนี้ลง?

ข่าวล่าสุด

2C2P พลิกโฉมระบบชำระเงินภูมิภาคด้วย Cloud และ Gen AI จาก AWS

2C2P พลิกโฉมระบบชำระเงินภูมิภาคด้วย Cloud และ Gen AI จาก AWS