บทเรียนประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำ
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพิ่งสั่งจำคุกอดีตกรรมการ ป.ป.ช. 2 ท่าน จากคดีปฏิเสธเปิดเผยเอกสารและ "ถมดำ" ปิดบังข้อมูลคดีนาฬิกาหรู แม้โจทก์จะขอถอนฟ้องแต่ศาลไม่อนุญาตเพื่อประโยชน์สาธารณะ
สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีอำนาจล้นฟ้า แต่ต้องตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับที่ อาจารย์วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งสัญญาณเตือนสติถึงกรณีในอดีตที่ "11 ป.ป.ช." ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเพราะปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157 พร้อมชี้ว่า ป.ป.ช. ปัจจุบันกำลังกลายเป็นระบบราชการที่หนีไม่พ้นระบบอุปถัมภ์
กกต. กับ "จุดวัดใจ" คดีฮั้ว ส.ว. 300 ล้าน
ทางด้าน กกต. ก็เผชิญบททดสอบแสนสาหัสในศึกเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เมื่อคณะทำงานชุดที่ 26 ร่วมกับ DSI ขุดพบหลักฐานขบวนการฮั้วบล็อกโหวตและเส้นทางเงินกว่า 300 ล้านบาท เกี่ยวพันกับคนนับพัน รวมถึงมี ส.ว. บางจังหวัดเข้าพรรครถยกจังหวัดในฐานเสียงพรรคใหญ่ แต่ทว่า กกต. กลับตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาซ้อน และมีกระแสข่าวว่ามีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้งหมด
พฤติการณ์นี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับบรรทัดฐานของศาลฎีกา ที่เคยสั่งเพิกถอนสิทธิผู้สมัคร ส.ว. เพียงเพราะส่งข้อความไลน์ขอคะแนน สังคมจึงตั้งคำถามอื้ออึงว่า กกต. กำลัง "ทำเรื่องไม่ถูกต้อง เพื่อให้ถูกใจใครบางคน" หรือไม่?
ทางออกสุดท้ายของวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การรอให้คลื่นลมสงบ เพราะหากองค์กรอิสระยังเลือกที่จะ "เลือกปฏิบัติ" เพื่อความอยู่รอดของตนเองมากกว่าความถูกต้อง
เสียงสะท้อนจากนักวิชาการและอดีตคนในอย่างอาจารย์วิชา ที่เสนอให้ "รื้อระบบ" และ "แก้ไขรัฐธรรมนูญ" ปฏิรูปโครงสร้างใหม่เพื่อเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ ก็อาจเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่ เพื่อดึงให้องค์กรเหล่านี้กลับมา "หลังพิงกับความถูกต้องและภาคประชาชน"
...ก่อนที่ความน่าเชื่อถือจะหมดไปอย่างสิ้นเชิง.