
รัฐบาล เพิ่มสถานบำบัดสุขภาพจิต ลดความเหลื่อมล้ำ เน้นใกล้บ้าน
รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายดูแลสุขภาพจิตทั่วประเทศ เพิ่มสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตเป็น 227 แห่ง ลดความเหลื่อมล้ำ–เข้าถึงบริการใกล้บ้านมากขึ้น
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบบริการสุขภาพจิตของประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างทั่วถึง ทันเวลา และลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข
ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้ออก “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง รายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต พ.ศ. 2569” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ประกาศฉบับดังกล่าวเป็นการปรับปรุงรายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และรองรับความต้องการบริการด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งในกลุ่มเด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยขยายเครือข่ายสถานพยาบาลที่สามารถให้บริการด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นทางการ จากเดิมประมาณ 190 แห่ง เป็น 227 แห่ง เพิ่มขึ้น 37 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ
ทั้งนี้ รายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตตามประกาศฉบับใหม่ ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลและสถาบันในสังกัดกรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร รวมถึงโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพจิตได้ใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น
สำหรับหน่วยบริการสำคัญที่อยู่ในประกาศ เช่น โรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลสวนปรุง โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ ตลอดจนโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์
รัฐบาลมุ่งผลักดันให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือพื้นที่ห่างไกล การขยายจำนวนสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตครั้งนี้ จะช่วยลดภาระการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะเดินหน้าบูรณาการการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตควบคู่กัน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ระบบส่งต่อ และการเข้าถึงบริการเชิงป้องกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้านในระยะยาว







