
ภูมิใจไทยโต้ปมกินรวบ'นิกร'ชูสูตรสัดส่วนเปิดทางร่างรัฐธรรมนูญใหม่
นิกร จำนง ชูหลักสัดส่วนรัฐสภาเลือก สสร. ลดเสียง สว.เหลือ 1 ใน 4 อ้างทางผ่านจำเป็น เปิดประตูแก้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ให้สะดุด
KEY
POINTS
- พรรคภูมิใจไทยปฏิเสธข้อกล่าวหา "กินรวบ" โดยเสนอให้คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ตามสัดส่วนจำนวน สส. ของแต่ละพรรคการเมือง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
- ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยพรรคอ้างว่าเป็นข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อลดความเสี่ยงที่ร่างจะถูกตีตก
- เสนอให้ลดเงื่อนไขการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่จากเสียง สว. เดิมที่ต้องใช้ 1 ใน 3 เหลือเพียง 1 ใน 4 เพื่อเป็นกลไกประนีประนอมให้กระบวนการเดินหน้าได้
ข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ” กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. และบทบาทของวุฒิสภาในขั้นตอนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นิกร จำนง ในฐานะตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า ร่างดังกล่าวไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้พรรคเสียงข้างมากผูกขาดการเลือก สสร. แต่ใช้หลัก “กระจายอำนาจตามสัดส่วน” โดยอิงจำนวนที่นั่งของแต่ละพรรคในรัฐสภา เพื่อให้ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และพรรคขนาดเล็กมีพื้นที่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ
แกนหลักของคำชี้แจงอยู่ที่การยืนยันหลัก “Majority Rule, Minority Right” หรือเสียงข้างมากปกครอง แต่ต้องคุ้มครองสิทธิของเสียงข้างน้อย พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอให้การคัดเลือก สสร. ไม่ใช่การโหวตทีละคนด้วยเสียงข้างมาก เพราะอาจทำให้ฝ่ายที่มีเสียงเหนือกว่าได้ตัวแทนทั้งหมด แต่ให้แบ่งตามสัดส่วนของพรรคการเมืองแทน
ในเชิงโครงสร้าง ร่างกำหนดให้มี สสร. ตัวจริง 100 คน แบ่งเป็นผู้แทนจังหวัด 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ 23 คน พร้อมสมาชิกสำรองอีก 300 คน รวม 400 คน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่และความเชี่ยวชาญหลากหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังถูกตั้งคำถามคือการไม่เปิดให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรง นิกรให้เหตุผลว่า เป็นข้อจำกัดทางกฎหมายจากแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจถูกตีความว่าเป็นการสร้างองค์กรที่มีอำนาจซ้อนกับรัฐสภา หากเดินหน้าเลือกตั้งโดยตรง ร่างอาจเสี่ยงถูกตีตกในภายหลัง
ภูมิใจไทยจึงวางน้ำหนักไปที่การมีส่วนร่วมรูปแบบอื่น ทั้งการรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ และการทำประชามติหลายรอบ โดยมองว่าเสียงสุดท้ายของประชาชนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
อีกประเด็นร้อนคือบทบาทของ สว. ร่างนี้กำหนดให้การเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีเสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือประมาณ 50 เสียง นิกรอธิบายว่าเป็นกลไกประนีประนอมทางการเมือง เพราะหากไม่ให้หลักประกันใดแก่ สว. ร่างอาจไม่ผ่านตั้งแต่วาระแรก
มุมมองของภูมิใจไทยคือ การลดเงื่อนไขจากเดิมที่ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 4 เป็นการขยับเข้าหาจุดสมดุล เพื่อให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้าได้จริง ไม่ติดล็อกทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา
ในขั้นตอนสุดท้าย หลัง สสร. เห็นชอบร่างแล้ว รัฐสภาจะให้ความเห็น ก่อนที่ สสร. จะนำกลับไปพิจารณา หากต้องการยืนยันร่างเดิมต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของ สสร. จากนั้นจึงส่งกลับมายังรัฐสภาเพื่อลงมติ โดยต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา มีเสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 และมีเสียงฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า 20%
ภาพรวมจึงสะท้อนยุทธศาสตร์ “เปิดประตู” มากกว่าการรื้อระบบทันที พรรคภูมิใจไทยพยายามเสนอสูตรที่อธิบายได้ว่าไม่ใช่การกินรวบ แต่เป็นการออกแบบทางการเมืองเพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีโอกาสผ่านด่านแรก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สูตรนี้ยังหนีไม่พ้นแรงเสียดทาน เพราะการคงบทบาท สว. แม้ลดลงเหลือ 1 ใน 4 ก็ยังทำให้ฝ่ายวิจารณ์มองว่า อำนาจเดิมยังมีสิทธิวางเงื่อนไขต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เกมรัฐธรรมนูญรอบนี้จึงไม่ได้วัดกันเพียงถ้อยคำในร่างกฎหมาย แต่วัดกันที่ความเชื่อมั่นทางการเมืองว่า สูตรประนีประนอมของภูมิใจไทยคือ “ทางออก” หรือเป็นเพียง “ทางยื้อ” ที่ทำให้โครงสร้างอำนาจเดิมยังอยู่ในสนามต่อไป.
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







