
ยุทธการ “ล็อกสเปค” รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน กับเกมยื้ออำนาจเดิมจนสุดปลายซอย
เมื่อกติกาสูงสุดถูกเขียนใหม่ คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ใครได้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่คือใครได้ถือปากกา และใครได้กำหนดอนาคตอำนาจของประเทศ ภายใต้เงาสีน้ำเงินที่ทอดยาวไป
KEY
POINTS
- ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยถูกวิจารณ์ว่าเป็นการ "ล็อกสเปค" สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ผ่านกลไกการคัดเลือกโดยรัฐสภาแทนการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งอาจทำให้ได้ สสร. ที่เอื้อต่อกลุ่มอำนาจเดิม
- มีการวางกลไกควบคุมหลายชั้นเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจเดิม เช่น การใช้มติ 2 ใน 3 ในการยกร่าง และการกำหนดให้ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากวุฒิสภาอย่างน้อย 1 ใน 4
- กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกมองว่าเป็นเกมยื้อเวลาทางการเมือง เนื่องจากคาดว่าจะใช้เวลานานถึง 3 ปีครึ่ง ซึ่งจะทำให้กลุ่มอำนาจเดิมสามารถอยู่ในอำนาจภายใต้กติกาปัจจุบันไปจนเกือบสิ้นสุดวาระรัฐบาล
ยุทธการ “ล็อกสเปค” รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน กับเกมยื้ออำนาจเดิมจนสุดปลายซอย
ท่ามกลางกระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กลับมานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เวทีการเมืองไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่สมรภูมิสำคัญ ไม่ใช่เพียงการแก้ถ้อยคำในกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่คือการช่วงชิงอำนาจในการออกแบบกติกาใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
จุดที่ถูกจับตาอย่างหนัก คือบทบาทของพรรคภูมิใจไทย หรือที่ถูกเรียกในทางการเมืองว่า “ค่ายสีน้ำเงิน” ซึ่งขยับขึ้นมาเป็นผู้เล่นนำในการกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านร่างแก้ไขที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่ใช่การเปิดประตูสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ หากแต่อาจเป็น “พิมพ์เขียวทางอำนาจ” ที่วางกลไกไว้เพื่อรักษาโครงสร้างเดิมให้คงอยู่ต่อไปอย่างแนบเนียน
หัวใจของข้อถกเถียงอยู่ที่กลไกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ตามข้อมูลที่ระบุ ร่างของพรรคภูมิใจไทยเสนอให้มี สสร. จำนวน 100 คน แบ่งเป็นตัวแทนจาก 77 จังหวัด และผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการอีก 23 คน
ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเหมือนเปิดพื้นที่ให้ทั้งภูมิภาคและผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามามีส่วนร่วม แต่ประเด็นที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอยู่ที่ “ที่มา” ของ สสร. เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หากใช้กระบวนการคัดเลือกที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
เมื่อนำกลไกนี้ไปวางบนโครงสร้างรัฐสภาปัจจุบัน ซึ่งถูกวิเคราะห์ว่ามี “สายสีน้ำเงิน” ครองเสียงข้างมาก ข้อกังวลจึงเกิดขึ้นทันทีว่า สสร. ที่จะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจถูกกำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้าแทบทั้งหมด นักวิเคราะห์ประเมินว่า โอกาสที่จะได้ สสร. ที่สอดคล้องกับแนวทางของค่ายสีน้ำเงินมีสูงเกือบ 100%
ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ใช้มติ 2 ใน 3 ซึ่งในทางการเมืองเท่ากับเพิ่มชั้นล็อกอีกชั้นหนึ่ง เพราะแม้จะมีเสียงเห็นต่างหรือข้อเสนอทางเลือกจากฝ่ายอื่น แต่หากไม่สามารถฝ่าด่านเสียงข้างมากพิเศษได้ เกมการร่างกติกาใหม่ก็ยังคงถูกควบคุมอยู่ในมือของกลุ่มอำนาจเดิม
อีกด้านหนึ่ง สมรภูมิสำคัญไม่แพ้กันคือบทบาทของวุฒิสภา ในขณะที่พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” เสนอแนวทางลดทอนอำนาจ สว. เพื่อปลดล็อกกลไกที่ถูกมองว่าเป็นมรดกของโครงสร้างอำนาจเดิม ร่างของภูมิใจไทยกลับถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการ “สอดไส้” เพื่อคงสิทธิพิเศษให้วุฒิสภายังมีบทบาทชี้ขาดในกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ
เงื่อนไขสำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือประมาณ 50 คน ตัวเลขนี้อาจดูเป็นเพียงเงื่อนไขทางเทคนิค แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ระบุว่า ฐานเสียง สว. ชุดปัจจุบันมี “สีน้ำเงิน” มากกว่า 150-160 คน เงื่อนไขดังกล่าวจึงแทบไม่ใช่อุปสรรคของกลุ่มอำนาจเดิม ตรงกันข้าม มันอาจกลายเป็นประตูคัดกรองที่เปิดให้เฉพาะร่างซึ่งสอดรับกับสมการอำนาจเดิมเท่านั้นผ่านไปได้
ภาพรวมของร่างนี้จึงถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ “ล็อกสเปค” ในหลายชั้น เริ่มจากการกำหนดที่มา สสร. ผ่านรัฐสภา ต่อด้วยการใช้เสียง 2 ใน 3 ในกระบวนการยกร่าง และปิดท้ายด้วยเงื่อนไขเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่คือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะเป็นของประชาชน หรือเป็นของผู้ถืออำนาจเดิม
ส่วนอีกมิติที่น่าจับตา คือ “เวลา” เพราะการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงปัญหาเรื่องเนื้อหา แต่ยังมีเงื่อนเวลาเป็นตัวแปรทางการเมืองสำคัญ ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่า กระบวนการทั้งหมดอาจถูกยืดออกไปยาวนานถึง 3 ปีครึ่ง จนแทบแตะปลายวาระของรัฐบาล
ตามไทม์ไลน์ที่ถูกประเมินไว้ กระบวนการเริ่มจากเดือนมิถุนายน 2568 ในการพิจารณาวาระแรก จากนั้นเดือนสิงหาคม-กันยายน 2568 เข้าสู่ขั้นตอนตั้งกรรมาธิการและพิจารณาเนื้อหา ก่อนจะไปถึงกระบวนการทำประชามติในเดือนมกราคม 2570
หากเส้นทางนี้เป็นไปตามที่คาด การแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ใช่เพียงการจัดทำกติกาใหม่ แต่จะกลายเป็นเกมยื้อเวลาทางอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ เพราะตราบใดที่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ ประเทศก็ยังต้องเดินต่อภายใต้กติกาเดิม และหากกติกาใหม่จะถือกำเนิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นกติกาที่ถูกออกแบบมาแล้วตั้งแต่ต้นว่าใครควรได้เปรียบ และใครควรถูกกันออกจากวงอำนาจ
นี่คือเหตุผลที่ศึกแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ไม่อาจมองเป็นเพียงกระบวนการทางนิติบัญญัติทั่วไป แต่คือการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ระหว่างฝ่ายที่ต้องการลดทอนอำนาจกลไกเดิม กับฝ่ายที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าต้องการรักษาโครงสร้างอำนาจไว้ผ่านกติกาฉบับใหม่
ท้ายที่สุด คำถามที่สังคมต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่า ใครจะชนะในเกมรัฐสภา แต่คือประชาชนจะมีพื้นที่จริงเพียงใดในกระบวนการเขียนกติกาสูงสุดของประเทศ “พิมพ์เขียวสีน้ำเงิน” จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ประชาชนร่วมออกแบบ หรือเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองเพื่อฟอกภาพและยืดอายุอำนาจเดิม นี่คือคำถามที่ยังต้องรอคำตอบจากทุกก้าวของกระบวนการนับจากนี้.







