
ชำแหละสูตร สสร. ภูมิใจไทย ยกร่างรธน.รื้อกติกาใหญ่ หรือดีไซน์เพื่อกินรวบ?
พรรคสีน้ำเงินเร่งเกม ยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญตั้ง สสร. 100 คน ทว่าเจอกระแสติติงปมคัดเลือกโยงผลประโยชน์ สว. ล่อแหลมผูกขาดกติกา และส่อลดทอนเสียงประชาชน
KEY
POINTS
- พรรคภูมิใจไทยเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 100 คน แต่กลไกการคัดเลือกโดยรัฐสภาถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นการออกแบบเพื่อรวบอำนาจโดยขั้วการเมืองเดียว
- สูตรการคัดเลือก สสร. ถูกวิเคราะห์ว่า หากพรรคภูมิใจไทยร่วมมือกับ สว. อาจมีสิทธิ์เลือก สสร. ได้เกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
- นักวิเคราะห์ชี้ข้อบกพร่องว่ากระบวนการนี้ทำให้ สสร. ขาดความเป็นอิสระ บิดเบือนหลักการประชาธิปไตยเพราะให้อำนาจ สว. มากเกินไป และมีเงื่อนไขที่อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านในวาระสุดท้าย
พรรคภูมิใจไทยขยับหมากการเมืองครั้งสำคัญ ยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา ปลดล็อกกติกาด้วยการเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน
ในแง่ตัวเลขเทคนิคดูสวยหรูและรับได้ (77 คนจากจังหวัด และ 23 คนจากผู้เชี่ยวชาญ) แต่เมื่อเจาะลึกไปถึงไส้ในขอ"กลไกการคัดเลือก"กลับจุดชนวนความคัดแย้งระลอกใหม่ในสังคมไทยทันที เพราะประเด็นการกระจายอำนาจที่ควรยึดโยงกับประชาชน กำลังถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ "กินรวบอำนาจ" โดยกลุ่มการเมืองสายสีน้ำเงินและสัญญาวุฒิสภาหรือไม่
เปิดสูตรคณิตศาสตร์การเมือง: พลังสีน้ำเงินคุมสภา?
ภายใต้ข้อเสนอนี้ รัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สส. 500 คน และ สว. 200 คน รวมเป็น 700 คน จะทำหน้าที่เลือก สสร. จังหวัดตามสัดส่วน 7:1
เมื่อคำนวณสูตรตามหน้าเสื่อปัจจุบัน หากพรรคภูมิใจไทยที่มี สส. อยู่ในมือ ผนึกกำลังกับ สว. กลุ่มที่ถูกมองว่าเป็น "สายสีน้ำเงิน" อีกราว 140 คน จะทำให้มีสิทธิ์เลือก สสร. ได้สูงถึงประมาณ 47 คน ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของสภาจัดทำกติกาใหม่
สิ่งนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง กังวลว่า การร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศอาจถูกชี้นำไปในทิศทางของขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
มุมมอง2นักวิเคราะห์: เกมการเมือง หรือ หลักการที่บิดเบี้ยว?
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ชี้ให้เห็นช่องโหว่ทางเทคนิคและกลไกที่น่ากังขา โดยมองว่า...
- สสร. ขาดอิสระ: การให้รัฐสภาเลือกผู้สมัครโดยตรง จะบีบให้ผู้สมัคร สสร. จังหวัดต้อง "วิ่งเข้าหาพรรคการเมือง" เพื่อขอแต้มต่อ
- กลไกยกร่างสุดประหลาด: การตั้งกรรมาธิการยกร่าง 45 คน แต่ดึงมาจาก สสร. ตัวจริงเพียง 30 คน และบัญชีสำรองอีก 15 คน เป็นการใช้ทรัพยากร สสร. ตัวจริงไม่คุ้มค่า
- กับดักเงื่อนไขวีโต้ (Veto): การกำหนดให้การโหวตวาระสุดท้ายต้องได้เสียง สว. สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 คือตัวเลขของการต่อรอง หากเนื้อหาใหม่ไปริบอำนาจ สว. ร่างนี้ก็แทบไม่มีทางผ่าน
สมชัย ยื่นข้อเสนอแนะว่า ควรให้ประชาชนในพื้นที่ลงคะแนนเลือกตั้งคัดกรองผู้สมัครระดับจังหวัดให้เหลือลำดับต้น ๆ ก่อน แล้วจึงให้รัฐสภาทำหน้าที่รับรอง (Endorse) เพื่อสร้างฐานยึดโยงที่แท้จริง พร้อมแนะพรรคอื่นเช่น เพื่อไทย หรือพรรคประชาชน เสนอร่างประกบเพื่อไม่ให้เงินประชามติ 3,000 ล้านบาทต้องสูญเปล่า
ขณะที่ ณัฏฐา มหัทธนา นักวิเคราะห์การเมือง มองลึกไปถึงมิติความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและกลยุทธ์ของพรรคการเมือง...
บิดเบี้ยวหลัก 1 คน 1 เสียง: การให้เสียงโหวตของ สว. มีค่าเท่ากับ สส. ในการเลือก สสร. ทั้งที่ที่มาของ สว. ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ถือเป็นการให้ราคาอำนาจ สว. มากเกินไป
- การมีส่วนร่วมที่เบาบาง: กระบวนการที่จำกัดเฉพาะผู้สมัครแล้วให้สภาเลือก ทำให้ประชาชนไม่ได้เลือกผู้ร่างโดยตรง นโยบายและทิศทางจึงไม่ถูกนำเสนออย่างเป็นระบบ การรับฟังความคิดเห็นจึงอาจเป็นเพียงการ "เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา"
- หมากแก้เกมเร็ว: ถือเป็นการ "เตะเข้าทาง" ของภูมิใจไทยที่รับลูกต่อจากพรรคฝ่ายค้านเพื่อลดข้อครหา แต่ในเชิงโครงสร้าง พรรคเพื่อไทยอาจยอมรับร่างนี้ได้ยาก เพราะขัดกับหลักการลดอำนาจ สว. ที่ยึดถือมาตลอด
ในความเห็นของ ณัฏฐา การแก้รัฐธรรมนูญในดุลอำนาจนี้ การเลือกแก้ไข "รายมาตรา" โดยเฉพาะประเด็นที่มาของ สว. ในอนาคต อาจสร้างแรงกดดันทางสังคมได้ง่ายกว่าและสัมฤทธิผลมากกว่าการรื้อทั้งฉบับภายใต้กติกาที่ถูกประนีประนอมจนเสียหลักการ
บทสรุป: กติกาใหม่บนความเคลือบแคลง
แม้การเดินเกมเร็วของพรรคภูมิใจไทยจะช่วยลดแรงเสียดทานเรื่องความไม่จริงใจในการปฏิรูปการเมืองไปได้เปราะหนึ่ง แต่โมเดล สสร. 100 คนที่นำเสนอมานี้ กลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ลดทอนคุณภาพและหลักการประชาธิปไตยสากล
ตราบใดที่ที่มาของผู้ร่างกฎหมายสูงสุดยังคงถูกผูกขาดโดยกลไกของฝั่งรัฐสภาและวุฒิสภา ความโปร่งใสและความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนในสังคมไทยก็ยังคงเป็นคำถามตัวโตที่รอวันพิสูจน์ในสนามประชามติ
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







