posttoday
คลังเล็งเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% บนแพลตฟอร์มออนไลน์ กระทบธุรกิจดิจิทัลอย่างไร

คลังเล็งเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% บนแพลตฟอร์มออนไลน์ กระทบธุรกิจดิจิทัลอย่างไร

21 พฤษภาคม 2569

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มให้บริการออนไลน์ หรือธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากโลกดิจิทัลเป็นหลัก การขยายตัวดังกล่าวทำให้ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดเก็บรายได้จากภาคส่วนนี้มากขึ้น 

ซึ่งล่าสุดมีแนวคิดในการจัดเก็บ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” ในอัตรา 3% จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงธุรกิจและผู้ประกอบการดิจิทัล คำถามสำคัญคือ นโยบายนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อผู้เล่นในตลาด และเศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะเดินไปในทิศทางไหนต่อจากนี้

1. ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% คืออะไร

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax) เดิมทีถูกใช้กับธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่แนวคิดใหม่คือ การขยายขอบเขตมาสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอาจครอบคลุมรายได้จากค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า หรือค่าบริการที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากผู้ใช้งาน

สาระสำคัญคือ ภาษีนี้จะถูกจัดเก็บจาก “รายรับ” มากกว่ากำไร ทำให้แม้ธุรกิจยังไม่มีกำไรสุทธิ ก็ยังอาจต้องเสียภาษีในอัตราดังกล่าว

2. ผลกระทบต่อแพลตฟอร์มขนาดใหญ่

แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น มาร์เก็ตเพลสหรือแอปให้บริการดิจิทัล จะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีรายได้จำนวนมากจากค่าธรรมเนียม

●    ต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที: การเก็บภาษีจากรายรับทำให้ต้นทุนเพิ่มโดยไม่ขึ้นกับกำไร

●    อาจปรับค่าบริการ: แพลตฟอร์มมีแนวโน้มผลักภาระไปยังผู้ขายหรือผู้ใช้ เช่น เพิ่มค่าธรรมเนียม

●    ลดความสามารถในการแข่งขัน: โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มต่างประเทศที่อาจไม่ได้ถูกเก็บภาษีในอัตราเดียวกัน

ในระยะยาวอาจเห็นการปรับโครงสร้างธุรกิจ เช่น ย้ายฐานรายได้บางส่วนไปต่างประเทศ หรือใช้กลยุทธ์ทางภาษีมากขึ้น

3. ผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs และร้านค้าออนไลน์)

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมแต่ชัดเจนคือผู้ขายบนแพลตฟอร์ม

●    ค่าธรรมเนียมสูงขึ้น: หากแพลตฟอร์มปรับค่าบริการ ผู้ขายต้องรับภาระ

●    กำไรลดลง: โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีส่วนต่างกำไรต่ำ

●    แข่งขันยากขึ้น: ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน

บางรายอาจเลือกย้ายไปขายผ่านช่องทางอื่น เช่น โซเชียลมีเดีย หรือสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์ม

4. ผลต่อผู้บริโภค

แม้ว่าภาษีจะไม่ได้เรียกเก็บจากผู้บริโภคโดยตรง แต่ผลกระทบมักส่งต่อมายังปลายทาง

●    ราคาสินค้าและบริการอาจสูงขึ้น

●    โปรโมชันลดลง เนื่องจากแพลตฟอร์มต้องควบคุมต้นทุน

●    ตัวเลือกอาจลดลง หากผู้ขายรายเล็กออกจากตลาด

สุดท้าย...ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้น หรือได้รับความคุ้มค่าน้อยลง

5. ผลกระทบต่อสตาร์ทอัพและนวัตกรรม

หนึ่งในประเด็นที่ถูกกังวลมากคือผลกระทบต่อธุรกิจเกิดใหม่

●    อุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจเพิ่มขึ้น
●    เงินทุนหมุนเวียนลดลง เพราะต้องกันเงินไว้จ่ายภาษี
●    นักลงทุนอาจลังเล เนื่องจากต้นทุนภาษีเพิ่มและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย

สตาร์ทอัพที่ยังไม่มีกำไรอาจได้รับผลกระทบหนักกว่าธุรกิจที่มั่นคงแล้ว ซึ่งอาจทำให้ระบบนิเวศนวัตกรรมชะลอตัว

6. มุมมองด้านความเป็นธรรมทางภาษี

ฝ่ายสนับสนุนมองว่าการเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเรื่องของ “ความเป็นธรรม”

●    ธุรกิจดิจิทัลควรเสียภาษีเช่นเดียวกับธุรกิจดั้งเดิม
●    ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างออฟไลน์และออนไลน์
●    เพิ่มรายได้ให้รัฐเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านมองว่าโครงสร้างภาษีควรคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของธุรกิจดิจิทัล ไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกับธุรกิจแบบเดิม

7. ความเสี่ยงด้านการย้ายฐานธุรกิจ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการ “ย้ายฐาน”

●    แพลตฟอร์มอาจตั้งบริษัทในประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า
●    รายได้บางส่วนอาจถูกบันทึกในต่างประเทศ
●    ประเทศอาจสูญเสียความสามารถในการดึงดูดธุรกิจดิจิทัล

หากนโยบายไม่สมดุล อาจส่งผลให้ไทยเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค

8. แนวทางปรับตัวของภาคธุรกิจ

เมื่อเผชิญกับภาษีใหม่ ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว

●    เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อลดต้นทุน
●    กระจายช่องทางรายได้ ไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มเดียว
●    ใช้เทคโนโลยีช่วยบริหารต้นทุน
●    วางแผนภาษีอย่างรอบคอบ

ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็วจะมีโอกาสอยู่รอดและเติบโตต่อไป

9. บทบาทของภาครัฐในการออกแบบนโยบาย

นโยบายภาษีที่ดีควรสร้างสมดุลระหว่างการจัดเก็บรายได้และการส่งเสริมเศรษฐกิจ สิ่งที่ภาครัฐควรพิจารณา ได้แก่

●    การกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม
●    การยกเว้นหรือผ่อนปรนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
●    ความชัดเจนและความโปร่งใสของกฎเกณฑ์
●    การรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หากออกแบบดี นโยบายนี้อาจช่วยสร้างระบบภาษีที่ทันสมัยและเป็นธรรมมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป การจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ถือเป็นก้าวสำคัญของไทยในการปรับตัวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แม้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐและสร้างความเป็นธรรมทางภาษี แต่ก็มีผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงผู้บริโภค

ความท้าทายสำคัญคือ การหาจุดสมดุลระหว่าง “การจัดเก็บ” และ “การส่งเสริม” หากนโยบายเข้มงวดเกินไป อาจทำให้ธุรกิจชะลอการเติบโตหรือย้ายออกนอกประเทศ แต่หากผ่อนปรนเกินไป ก็อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้

ท้ายที่สุด...อนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบนโยบายที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงต้องร่วมมือกัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่  https://inflowaccount.co.th/  

ข่าวล่าสุด

คลังเล็งเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% บนแพลตฟอร์มออนไลน์ กระทบธุรกิจดิจิทัลอย่างไร

คลังเล็งเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% บนแพลตฟอร์มออนไลน์ กระทบธุรกิจดิจิทัลอย่างไร