posttoday
คตท. กลไกต้านคอรัปชั่น เดิมพันอนาคตประเทศไทยสู่สมาชิก OECD

คตท. กลไกต้านคอรัปชั่น เดิมพันอนาคตประเทศไทยสู่สมาชิก OECD

19 พฤษภาคม 2569

รัฐบาลตั้ง “คตท.” เป็นซูเปอร์บอร์ดต้านทุจริต หวังยกระดับธรรมาภิบาลไทยสู่มาตรฐาน OECD ภายในปี 2571 ท่ามกลางคำถามเรื่องอำนาจจริงและเจตจำนงทางการเมือง

การจัดตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” หรือ “คตท.” ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มคณะกรรมการอีกชุดในระบบราชการไทย หากแต่เป็นความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของรัฐบาลในการยกระดับ “ธรรมาภิบาล” ให้กลายเป็นรากฐานใหม่ของเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

ในโลกปัจจุบัน การต่อต้านคอร์รัปชันไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงประเด็นทางศีลธรรมอีกต่อไป แต่เป็น “เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อมั่นนักลงทุน การเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศ และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ภายในปี 2571

 

สำหรับ OECD “ความซื่อตรงของภาครัฐ” คือหนึ่งในดัชนีวัดความพร้อมที่สำคัญที่สุด หากไทยยังไม่สามารถปฏิรูประบบต่อต้านการทุจริตให้มีประสิทธิภาพ ประตูสู่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็อาจยังคงปิดอยู่เช่นเดิม

 

คตท. : ซูเปอร์บอร์ดต้านโกง หรือศูนย์รวมอำนาจใหม่

 

สิ่งที่ทำให้ คตท. แตกต่างจากคณะกรรมการชุดก่อนหน้า คือความพยายามรวบ “ศูนย์อำนาจรัฐ” และ “ภาคีภายนอก” มาอยู่บนโต๊ะเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาการทำงานแบบไซโลของหน่วยงานรัฐไทย

 

โครงสร้างของ คตท. ถูกออกแบบให้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีรองประธาน 2 คน ได้แก่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี  และพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายนโยบาย ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายยุติธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

 

ภายในคณะกรรมการยังรวบรวมหน่วยงานด้านตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเกือบทั้งหมดของประเทศ ตั้งแต่อัยการสูงสุด เลขาธิการ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ดีเอสไอ ไปจนถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการติดตามเส้นทางการเงินของเครือข่ายทุจริต

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังดึงภาคเอกชนและองค์กรวิชาการเข้ามาร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ ทั้งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

 

การดึงภาคประชาสังคมและนักวิชาการเข้ามาร่วมวง ถือเป็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่าง “การปราบปราม” กับ “การปฏิรูปเชิงระบบ” เพื่อให้รัฐไม่เพียงไล่จับผู้กระทำผิด แต่สามารถปิดช่องโหว่เชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการทุจริตได้จริง

 

เปลี่ยนรัฐอุปถัมภ์ สู่รัฐดิจิทัล

 

หัวใจสำคัญของ คตท. คือแนวคิด “ป้องกันมากกว่าปราบ” โดยมุ่งลด “ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่” ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

 

ยุทธศาสตร์หลักจึงไม่ได้อยู่ที่การตั้งชุดตรวจสอบเพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐผ่านระบบ E-Service และ Open API

 

รัฐบาลเชื่อว่าการผลักดันบริการภาครัฐแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ จะช่วยลดการพบปะระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็น “จุดเสี่ยง” สำคัญของการเรียกรับผลประโยชน์ ขณะที่การเปิดฐานข้อมูลภาครัฐให้ตรวจสอบได้ จะเพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสในการปกปิดข้อมูล

 

อีกภารกิจสำคัญคือการรื้อกฎหมายลำดับรอง และลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาตที่ซ้ำซ้อน เพราะขั้นตอนราชการที่ซับซ้อนมักกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่เปิดพื้นที่ให้เกิดสินบน

 

หากดำเนินการได้จริง นี่จะไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบราชการ แต่คือการเปลี่ยนผ่านจาก “รัฐอุปถัมภ์” ไปสู่ “รัฐดิจิทัล” ที่ลดอิทธิพลของความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และใช้ระบบข้อมูลเป็นตัวกำกับการตัดสินใจแทน

 

ด่านหิน OECD กับเกณฑ์วัด 320 ข้อ

 

ความท้าทายของ คตท. ไม่ได้อยู่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ แต่คือการพิสูจน์ต่อ OECD ว่าไทยมีระบบธรรมาภิบาลที่ทำงานได้จริง

 

เกณฑ์สำคัญที่ไทยต้องผ่าน คือ Public Integrity Indicators (PIIs) ของ OECD ซึ่งประเมินผ่านตัวชี้วัดกว่า 320 ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่ยุทธศาสตร์ต้านโกง ความโปร่งใสทางการเมือง ระบบบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงความซื่อตรงในกระบวนการยุติธรรม

 

โจทย์ใหญ่ที่สุดของไทยคือสิ่งที่ OECD เรียกว่า “Data Gap” หรือช่องว่างด้านข้อมูล เพราะในมาตรฐาน OECD การไม่มีข้อมูลถือเป็น “คะแนนลบ” ทันที

 

ที่ผ่านมา ไทยมักมีปัญหา “กฎหมายดี แต่บังคับใช้ไม่จริง” หลายหน่วยงานมีระบบตรวจสอบอยู่บนกระดาษ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ได้ว่า ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานตรวจสอบถูกนำไปปฏิบัติจริงเพียงใด

 

ดังนั้น คตท. จึงต้องพิสูจน์ว่า การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างโครงสร้างใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยน “พฤติกรรมของรัฐ” อย่างแท้จริง

 

จุดเปราะบางของ คตท.

 

แม้โครงสร้างจะดูแข็งแรง แต่ คตท. ยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญหลายด้าน

 

ประการแรก คือข้อจำกัดด้านอำนาจ เพราะ คตท. เป็นเพียง “คณะกรรมการประสานงาน” ไม่มีอำนาจลงโทษทางอาญาหรือวินัยโดยตรง การดำเนินคดีจริงยังต้องพึ่งหน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้า

 

ประการที่สอง คือคำถามเรื่อง “เจตจำนงทางการเมือง” โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลเผชิญเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการตอบสนองต่อผลสำรวจสินบนในหน่วยงานรัฐ และข้อถกเถียงเรื่องการใช้กฎหมายตอบโต้ผู้เปิดเผยข้อมูลหรือผู้ตรวจสอบ

 

ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ความจริงจังในการต่อต้านคอร์รัปชันจะวัดจาก “การบังคับใช้แบบไม่มีข้อยกเว้น” ไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงนโยบาย

 

นอกจากนี้ เป้าหมายปี 2571 ยังถือเป็นโจทย์ระยะยาวที่ยาวเกินวาระรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ความต่อเนื่องทางนโยบายกลายเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญ หากเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจหรือการหยุดชะงักของการปฏิรูประบบดิจิทัล

 

บทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลไทย

 

การเกิดขึ้นของ คตท. สะท้อนว่า รัฐไทยเริ่มยอมรับแล้วว่า “การต่อต้านทุจริต” ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็น “ยุทธศาสตร์เอาตัวรอด” ของประเทศในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ คตท. จะไม่ถูกตัดสินจากจำนวนคณะกรรมการระดับสูง หรือถ้อยคำในคำสั่งแต่งตั้ง แต่จะถูกวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนและนักลงทุนสัมผัสได้จริง

 

ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนราชการที่เปิดช่องสินบน การเปิดข้อมูลรัฐอย่างตรวจสอบได้ การดำเนินคดีที่เท่าเทียม หรือการเปลี่ยนวัฒนธรรม “รู้เห็นเป็นใจ” ให้กลายเป็นวัฒนธรรม “ตรวจสอบได้”

 

ท้ายที่สุด คตท. จะกลายเป็น “ใบเบิกทางสู่ OECD” หรือเป็นเพียง “เครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นชั่วคราว” คำตอบอาจไม่ได้อยู่บนกระดาษนโยบาย แต่อยู่ที่ว่าภายในปี 2571 ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนจาก “รัฐที่มีระบบต้านโกง” ไปสู่ “รัฐที่ประชาชนเชื่อว่าต้านโกงได้จริง” หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ดับฝันคนไทยดูบอลฟรี ! "ศุภมาส"ชี้ลิขสิทธิ์บอลโลก แพงเกิน ไร้เอกชนหนุน

ดับฝันคนไทยดูบอลฟรี ! "ศุภมาส"ชี้ลิขสิทธิ์บอลโลก แพงเกิน ไร้เอกชนหนุน