posttoday
ถอดบทเรียนมักกะสัน: รถไฟชนรถเมล์บรรทัดฐานคดีอาญา "ขับไม่เร็ว แต่ไม่เตือน"

ถอดบทเรียนมักกะสัน: รถไฟชนรถเมล์บรรทัดฐานคดีอาญา "ขับไม่เร็ว แต่ไม่เตือน"

18 พฤษภาคม 2569

โศกนาฏกรรมมักกะสัน ดับ 8 เจ็บ 35 ราย นำสู่การแจ้งข้อหาคนขับรถไฟฐานประมาท ย้อนดูฎีกาดัง "ขับไม่เร็ว แต่ไม่เตือน" ชี้ชัดคนขับปัดความรับผิดชอบไม่ได้

KEY

POINTS

  • เกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่สถานีมักกะสัน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยพนักงานขับรถไฟถูกแจ้งข้อหากระทำการโดยประมาท
  • คดีนี้มีบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การขับรถไฟผ่านเขตชุมชนโดยไม่เปิดหวีดสัญญาณเตือน ถือเป็นการกระทำโดยประมาท แม้จะไม่ได้ขับเร็วก็ตาม
  • ตามหลักกฎหมาย แม้ผู้ประสบเหตุจะมีส่วนในการประมาทด้วย แต่คนขับรถไฟไม่สามารถยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบในการส่งสัญญาณเตือนได้

แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สถานีมักกะสันเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ต้องถูกปกคลุมด้วยความโศกเศร้าจากอุบัติเหตุขบวนรถไฟเฉี่ยวชนรถโดยสารสาธารณะอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 35 ราย  อุบัติเหตุใหญ่ กลางเมืองกรุงครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสีย แต่ยังนำมาสู่การตั้งคำถามสำคัญถึง "เส้นแบ่งความรับผิดชอบทางกฎหมาย" ของผู้ควบคุมยานพาหนะบนราง

แจ้งข้อหาหนักพนักงานขับรถไฟ

หลังเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569  พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผกก.สน.มักกะสัน เปิดเผยความคืบหน้าทางคดีว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัสกับคนขับรถไฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่คุมไม้กั้นยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำและรวบรวมหลักฐาน เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานที่ลงพื้นที่ตรวจสภาพความเสียหายของตัวรถเพื่อประกอบสำนวนให้รัดกุม

ถอดบทเรียนมักกะสัน: รถไฟชนรถเมล์บรรทัดฐานคดีอาญา "ขับไม่เร็ว แต่ไม่เตือน"

บรรทัดฐานศาลฎีกา: "ไม่เปิดหวีดเตือน" คือประมาท

หากมองย้อนดูข้อกฎหมาย เหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้มีบรรทัดฐานสำคัญจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7981/2548 ซึ่งเป็นคดีรถไฟชนคนในเขตชุมชน ศาลวินิจฉัยว่า แม้พนักงานขับรถไฟจะไม่ได้ขับรถเร็ว แต่การขับผ่านเขตชุมชนที่มีบ้านเรือนและทางเดินเท้าชัดเจนโดย "ไม่เปิดหวีดสัญญาณเตือนเป็นระยะ" ถือเป็นการละเลยหน้าที่ป้องกันอันตราย

เนื่องจากเครื่องยนต์รถไฟทำงานเงียบ การไม่ให้สัญญาณในจุดที่ควรระวังจึงเท่ากับการกระทำโดยประมาท ซึ่งในคดีดังกล่าว ศาลได้พิพากษาจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โดยให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ยืนยันชัดเจนว่าความผิดทางอาญายังคงอยู่

ถอดบทเรียนมักกะสัน: รถไฟชนรถเมล์บรรทัดฐานคดีอาญา "ขับไม่เร็ว แต่ไม่เตือน"

"ผู้ตายมีส่วนผิด" ไม่ใช่ข้ออ้างปัดความรับผิด

หลักกฎหมายที่น่าสนใจคือ แม้ผู้ประสบเหตุจะมีส่วนประมาทในการไม่ระมัดระวังตนเองอยู่บ้าง แต่ศาลฎีกาวางหลักการไว้ว่า "ไม่ใช่เหตุที่คนขับรถไฟจะยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิดได้" เพราะคนขับมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์ โดยเฉพาะการส่งสัญญาณเตือนในพื้นที่เสี่ยง

ผลกระทบทางกฎหมายหากผู้ประสบเหตุมีส่วนประมาท

ทางแพ่ง / การเป็นโจทก์ร่วม: อาจส่งผลให้ไม่เป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ทำให้บุพการีหรือทายาทไม่มีอำนาจจัดการแทนในการเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการ

ทางอาญาของคนขับ: ความรับผิดชอบยังคงอยู่เต็มประตู ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 300

โศกนาฏกรรมที่มักกะสันจึงเป็นภาพสะท้อนอันเจ็บปวดว่า หน้าที่การระมัดระวังและแจ้งเตือนภัยคือหัวใจขั้นพื้นฐาน การละเลยสัญญาณเตือนเพียงไม่กี่วินาที อาจหมายถึงชีวิตบริสุทธิ์ที่ต้องสูญเสีย และจุดจบที่ความรับผิดทางอาญาตามบรรทัดฐานกฎหมายที่เคยล้อมกรอบไว้ชัดเจน

ข่าวล่าสุด

ถอดบทเรียนมักกะสัน: รถไฟชนรถเมล์บรรทัดฐานคดีอาญา "ขับไม่เร็ว แต่ไม่เตือน"

ถอดบทเรียนมักกะสัน: รถไฟชนรถเมล์บรรทัดฐานคดีอาญา "ขับไม่เร็ว แต่ไม่เตือน"