posttoday

ถอดรหัส‘ป.ป.ช.’ ยกคำร้อง ‘ศักดิ์สยาม’ เจาะลึกมาตรฐานคดีอาญา VS จริยธรรม

24 เมษายน 2569

เปิดเบื้องลึกมติ ป.ป.ช. ยกคำร้อง "ศักดิ์สยาม" ยื่นบัญชีเท็จ สวนทางศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นตำแหน่ง เจาะลึกความต่างมาตรฐานคดีอาญา vs จริยธรรมที่เป็นประเด็นร้อน

KEY

POINTS

  • ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ซึ่งสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยให้พ้นจากตำแหน่งจากประเด็นซุกหุ้น
  • สาเหตุที่ผลการพิจารณาแตกต่างกันมาจากมาตรฐานทางกฎหมาย โดยคดีอาญาของ ป.ป.ช. ต้องใช้หลักฐานพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจากพฤติการณ์เพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติ
  • แม้คดีอาญาจะถูกยกคำร้องไปแล้ว แต่ ป.ป.ช. ยังคงมีหน้าที่ต้องไต่สวนในประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรมต่อไป ซึ่งเป็นคนละส่วนกับความผิดทางอาญา

การที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องกรณีการกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมติดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้เจ้าตัวพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุผลเรื่องการ “ซุกหุ้น”

ท่ามกลางคำถามจากสังคมว่าเหตุใดมาตรฐานการพิจารณาจึงแตกต่างกัน? นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ดร.พีรภัทร ฝอยทอง โฆษกสภาทนายความ ได้ถอดบทเรียนผ่าน 2 มุมมองสำคัญ เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่าง "มาตรฐานทางรัฐธรรมนูญ" กับ "มาตรฐานคดีอาญา"

1. นิติศาสตร์แห่งการพิสูจน์: ทำไมมาตรฐานต้องต่างกัน?

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะนักกฎหมาย ให้ความเห็นว่า การที่สังคมนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นบรรทัดฐานเดียวกับคดีอาญาของ ป.ป.ช. อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเชิงเทคนิคกฎหมาย 

  • มาตรฐานคดีอาญา (Criminal Standard): การเอาผิดทางอาญาเรื่องยื่นบัญชีเท็จ ต้องพิสูจน์ให้ปราศจากข้อสงสัย (Beyond Reasonable Doubt) โดยต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยบริสุทธิ์
  • คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: เป็นการวินิจฉัยเรื่อง “คุณสมบัติ” เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง เป็นการพิจารณาบนพื้นฐานของพฤติการณ์ ซึ่งไม่สามารถนำมาผูกพันให้ ป.ป.ช. ต้องวินิจฉัยผิดตามไปด้วยในคดีอาญา

ทางด้าน ดร.พีรภัทร ฝอยทอง โฆษกสภาทนายความ เสริมว่า หลักการที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องนั้น "ฟังขึ้น" ในเชิงกฎหมาย เพราะหน้าที่ของ ป.ป.ช. คือการตรวจสอบการทุจริตหรือการจงใจปกปิดทรัพย์สิน ซึ่งต้องใช้พยานหลักฐานที่หนักแน่นและเข้มข้นกว่าการพิจารณาจริยธรรม

2. ช่องว่างแห่งความเคลือบแคลง: ป.ป.ช. ควรจบเองหรือส่งศาล?

แม้หลักการจะดูสอดคล้องกัน แต่ในทางปฏิบัติยังมี "รอยร้าว" ในมุมมองของนักกฎหมาย 

  • มุมมองนายเรืองไกร: ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องไต่สวนให้ได้ข้อยุติ การส่งสำนวนที่มีแต่ข้อสงสัยไปให้อัยการหรือศาลไม่ใช่ทางออก เพราะหากถูกตีกลับหรือยกฟ้อง จะกลายเป็นความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมที่อาจไม่สามารถฟ้องซ้ำได้อีก
  • มุมมอง ดร.พีรภัทร: มองว่าจุดที่น่ากังวลคือ “ข้อสงสัยเรื่องที่มาของเงิน” ซึ่งคำชี้แจงของ ป.ป.ช. ยังไม่สามารถหักล้างข้อสังเกตของศาลรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด หาก ป.ป.ช. ยังมีความเคลือบแคลง ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการตัดสินชี้ขาด ไม่ควรตัดจบในชั้น ป.ป.ช. เพียงลำพัง

ตารางสรุปเปรียบเทียบ: ข้อแตกต่างในการวินิจฉัย

ประเด็น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ ป.ป.ช.
วัตถุประสงค์ วินิจฉัยคุณสมบัติรัฐมนตรี ตรวจสอบการทุจริต / ยื่นบัญชีเท็จ
มาตรฐานการพิสูจน์ พฤติการณ์และหลักฐานแวดล้อม มาตรฐานคดีอาญา (ต้องปราศจากข้อสงสัย)
การมองเจตนา มองพฤติกรรมเข้าข่ายนอมินี มองเรื่องความสุจริตใจในการโอนหุ้น
ผลลัพธ์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ยกคำร้อง / ไต่สวนต่อ (ด้านจริยธรรม)

 

บทส่งท้าย: เมื่อ 'บรรทัดฐาน' กลายเป็นโจทย์ใหญ่

ประเด็นสำคัญที่นักกฎหมายทั้งสองท่านเห็นตรงกัน คือ "จริยธรรม" เป็นอีกหนึ่งสนามที่ ป.ป.ช. ยังต้องทำหน้าที่ต่อ แม้ในทางคดีอาญาจะยกคำร้องไปแล้ว แต่การดำรงตำแหน่งในขณะที่มีโอกาสเอื้อประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้องนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึง “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่อาจแยกออกจาก “ความผิดทางอาญา” อย่างชัดเจน บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าใครผิดหรือถูก แต่คือการตั้งคำถามถึง “ความสม่ำเสมอ” ของกระบวนการยุติธรรมไทย ว่าจะสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนให้กับสังคมได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในอนาคต

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)

ข่าวล่าสุด

Huawei ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ วิจัยและพัฒนารถอัจฉริยะ