posttoday

เปิดปม พ.ร.ก.กู้เงิน5แสนล้าน ส่อเค้าขัดวินัยการเงิน กระทบความเชื่อมั่น

22 เมษายน 2569

รัฐบาลเผชิญแรงต้านหนักหลังถูกจับตาเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ด้านนักวิชาการ-อดีตทีมเศรษฐกิจจี้แจงให้ชัดเจน

KEY

POINTS

  • ข้อกังวลด้านธรรมาภิบาล: ฝ่ายค้านและอดีตนักบริหารการเงินการคลังห่วงการใช้ พ.ร.ก. กู้เงินจะเปิดช่องให้เกิดการตรวจสอบน้อยกว่างบประมาณปกติ และเสี่ยงนำโครงการที่ไม่เร่งด่วนมา "ยัดไส้" ภายใต้เหตุผลวิกฤต
  • ความท้าทายวินัยการคลัง: หนี้สาธารณะไทยมีแนวโน้มพุ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงถูกกดดันให้ต้องมี "แผนการลดหนี้" ที่ชัดเจนควบคู่ไปกับการกู้เงิน
  • การสื่อสารนโยบาย: ประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นขึ้นอยู่กับการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาของนายกรัฐมนตรี โดยควรระบุวัตถุประสงค์การใช้เงินให้ชัดเจนเหมือนช่วงวิกฤตโควิด มากกว่าการอ้างเหตุผลทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

เปิดข้อกังวลวินัยการคลังและการตีความ พ.ร.ก.

ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อมีการตีความคำให้สัมภาษณ์ของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับความเห็นทางกฎหมาย หากมีการกู้เงินเพื่อรับมือวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อวินัยการเงินการคลัง โดยมองว่าการใช้ช่องทางพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เป็นการกู้เงินนอกระบบงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการใช้เงินเกินตัวของภาครัฐ

นายกรณ์ชี้ว่าการออก พ.ร.ก. ขาดกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นจากสภาฯ ต่างจาก พ.ร.บ. งบประมาณปกติ ซึ่งเสี่ยงต่อการนำโครงการที่ไม่เร่งด่วนมา "ยัดไส้" โดยอ้างความจำเป็น ทั้งยังตั้งคำถามถึงเงื่อนไขตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากโครงการที่ถูกกล่าวถึง เช่น การส่งเสริม Solar Rooftop หรือการเปลี่ยนรถยนต์เป็น EV มิใช่เหตุฉุกเฉินที่รอไม่ได้ตามนิยามกฎหมาย

ขณะที่สถานะหนี้สาธารณะปัจจุบันมีความน่ากังวล เนื่องจากหนี้โตเร็วกว่าเศรษฐกิจในอัตราส่วนที่ห่างกันอย่างเห็นได้ชัด นายกรณ์เตือนว่า การกู้เพิ่มโดยไร้แผนลดหนี้ที่ชัดเจนจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น และทิ้งภาระดอกเบี้ยมหาศาลไว้ในอนาคต พร้อมเสนอว่ารัฐบาลยังมีทางเลือกอื่น เช่น การโอนงบประมาณปี 2569 หรือใช้กลไกปกติที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะรองรับอยู่แล้ว

รัฐบาลปฏิเสธ-ฝ่ายค้านชี้เป็นการโยนหินถามทาง

ในฝั่งของรัฐบาล นายปกรณ์และดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงว่ายังไม่มีการตัดสินใจกู้เงินหรือพูดคุยรายละเอียดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เป็นเพียงการเตรียมความพร้อมทางกฎหมายเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น โดยยืนยันว่าจะคำนึงถึงความโปร่งใสและวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด หากจำเป็นต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติมเพื่อดูแลประชาชนในวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายสันติ กีระนันท์ อดีต สส.พรรคพลังประชารัฐ กลับมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การพูดผิดพลาด แต่เป็นการ "โยนหินถามทาง" เพื่อประเมินสถานการณ์ เนื่องจากในทางปฏิบัติงบประมาณปกติถูกจัดสรรไว้เต็มหมดแล้ว การแก้ปัญหาใหญ่อาจไม่เพียงพอหากใช้เพียงการโอนงบประมาณ และย้ำว่ารัฐบาลควรสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่ากู้ไปเพื่ออะไร

นายสันติยังระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีโอกาสเข้าข่ายมาตรา 172 หากต้องแก้ปัญหาความไม่แน่นอนจากต่างประเทศที่รวดเร็ว พร้อมเสนอว่าหากต้องขยายเพดานหนี้เป็น 75% รัฐบาลต้องแสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการเสนอ "แผนการลดหนี้ (De-leverage Plan)" คู่ขนานไปทันที เพื่อรักษาความเชื่อมั่น มากกว่าการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายหรือเศรษฐกิจ แต่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีที่ออกมาสร้างความมั่นใจด้วยตนเอง

ทิศทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อความเชื่อมั่น

แม้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันในด้านวิธีการ แต่ทุกฝ่ายเห็นพ้องในประเด็นความสำคัญของการบริหารจัดการเงินแผ่นดินในภาวะวิกฤต ผลกระทบเชิงนโยบายในระยะยาวคือความยั่งยืนทางการคลัง หากรัฐบาลเลือกใช้ พ.ร.ก. กู้เงินโดยขาดคำอธิบายที่สมเหตุสมผลตามนิยาม "เร่งด่วน" อาจส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่สำคัญกว่าการตัดสินใจกู้หรือไม่กู้ คือ "ความชัดเจนของวัตถุประสงค์" และ "แผนบริหารจัดการหนี้" รัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินกู้ดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่โครงการที่ไม่เร่งด่วน ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญถึงธรรมาภิบาลในการบริหารงบประมาณแผ่นดินในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง

การชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นเร่งด่วนกับการรักษาวินัยการเงินการคลังจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องหาจุดสมดุลให้ได้ ก่อนที่การตัดสินใจในระดับนโยบายจะกลายเป็นภาระทางการคลังที่กดดันศักยภาพการเติบโตของประเทศในอนาคต

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิกชม)

ข่าวล่าสุด

Meta เก็บพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ของพนักงาน ป้อนข้อมูลฝึก AI