ตลาดหุ้นสหรัฐร่วง การเจรจาหยุดยิงสงครามอิหร่านยังไม่คืบ
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหลังความกังวลสงครามตะวันออกกลางกลบปัจจัยบวกจากกำไรบริษัท ขณะราคาน้ำมันพุ่ง ทองคำอ่อนค่า
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงในการซื้อขายวันอังคารที่ผ่านมา โดยดัชนีหลักปิดในแดนลบ หลังแรงซื้อช่วงต้นถูกกดดันจากความกังวลที่กลับมาปะทุเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งบดบังความเชื่อมั่นจากผลประกอบการภาคเอกชนที่ออกมาแข็งแกร่ง
บรรยากาศการลงทุนพลิกผันหลังมีรายงานว่าอิหร่านอาจเข้าร่วมการเจรจากับสหรัฐในปากีสถาน หากวอชิงตันยุตินโยบายกดดันและการข่มขู่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านย้ำชัดว่าจะไม่ยอมรับการเจรจาที่มีลักษณะบีบบังคับให้ยอมจำนน ขณะเดียวกัน รายงานข่าวที่ระบุว่ารองประธานาธิบดีสหรัฐยกเลิกการเดินทางเพื่อหารือสันติภาพ ยิ่งซ้ำเติมความกังวลและฉุดตลาดให้ปรับตัวลงในช่วงท้ายการซื้อขาย
ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากความคาดหวังว่าข้อตกลงสันติภาพอาจเกิดขึ้นได้ในระยะใกล้ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นได้สกัดแรงบวกดังกล่าว
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานยอดค้าปลีกเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 1.7% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.4% และถือเป็นการขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม ส่งผลให้ยอดขายสถานีบริการน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาความคืบหน้าการพิจารณารับรองตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ โดยเควิน วอร์ช ผู้ได้รับการเสนอชื่อ ยืนยันต่อวุฒิสภาว่าเขาไม่ได้ให้คำมั่นต่อประธานาธิบดีเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และย้ำถึงความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน แม้เผชิญแรงกดดันทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง หลังวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันประกาศจะขัดขวางการรับรองตำแหน่ง จนกว่าการสอบสวนประธานเฟดคนปัจจุบันจะสิ้นสุด ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป
สำหรับการเคลื่อนไหวของดัชนีหลัก ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 293.18 จุด หรือ 0.59% ปิดที่ 49,149.38 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.63% ปิดที่ 7,064.01 จุด และดัชนีแนสแด็กลดลง 0.59% ปิดที่ 24,259.96 จุด
ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3% หลังอิหร่านยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐ ขณะที่ใกล้ครบกำหนดเส้นตายการหยุดยิง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 98.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.1% และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปิดที่ 92.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.8%
ด้านราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากแรงกดดันของค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น โดยราคาทองสปอตลดลง 2.2% แตะ 4,712.04 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าปิดลดลง 2.3% ที่ 4,719.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์


