เจาะชนวน "สงครามล้างแค้น" ตะวันออกกลาง เขย่าดีเซลไทยแตะ 50 บาท
วิกฤตตะวันออกกลางส่อลากยาว หลังถูกนิยามเป็นสงครามล้างแค้นทางประวัติศาสตร์ที่จบยาก ดันราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก กระทบไทยต้นทุนพลังงานพุ่ง ดีเซลจ่อทะลุ 50 บาท บีบรัฐเลิกอุ้มแบบหว่านแห
KEY
POINTS
- นิยามสงครามแบบใหม่: วิกฤตครั้งนี้คือสงครามล้างแค้นทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ที่เน้นการทำลายล้างมากกว่าผลประโยชน์ ทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อและจบยากกว่าปกติ
- ความเสี่ยงราคาดีเซล 50 บาท: ต้นทุนน้ำมันและ LNG โลกที่พุ่งสูง ประกอบกับสถานะกองทุนน้ำมันฯ และ กฟผ. ที่ติดลบหนัก ทำให้การตรึงราคาทำได้ยากและเสี่ยงเกิดสภาวะของขาดตลาด
- ทางออกนโยบายรัฐ: รัฐบาลควรเปลี่ยนจากการอุ้มราคาทั้งระบบ เป็นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเฉพาะจุด และปล่อยให้ราคาขยับตามกลไกตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
เปิดปม "Revenge of History" ชนวนเหตุขัดแย้งที่ไร้จุดจบ
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางถูกวิเคราะห์ว่าไม่ใช่เพียงการแย่งชิงทรัพยากรหรืออำนาจทางการเมืองแบบปกติ แต่คือ "สงครามล้างแค้นทางประวัติศาสตร์" (Revenge of History) ตามนิยามของ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้ฝังรากลึกจากบาดแผลในอดีตระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิอิหร่าน นับตั้งแต่เหตุการณ์ล้มรัฐบาลอิหร่านปี 1953 และการปฏิวัติอิสลามปี 1979
ดร.ณรงค์ชัย ระบุว่า สงครามในรูปแบบนี้มีลักษณะพิเศษคือ "ไม่มีผู้แพ้ชนะที่ชัดเจน" แต่เป็นการต่อสู้จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดแรงหรืออาวุธร่อยหรอ ผสมโรงกับ "ความแค้นทางภูมิศาสตร์" (Revenge of Geography) เรื่องพื้นที่ทับซ้อนที่ตกลงกันไม่ได้ ส่งผลให้การเจรจาสันติภาพทำได้ยากกว่าในอดีต และมีแนวโน้มที่สถานการณ์จะเหวี่ยงตัวไปมาสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง
พลังงานไทยระอุ ดีเซล-ค่าไฟ จ่อคิวขึ้นราคาหลังกองทุนฯ แบกไม่ไหว
ผลกระทบจากความขัดแย้งในจุดยุทธศาสตร์ที่คุมเส้นทางขนส่งพลังงานเกือบ 20% ของโลก ส่งแรงกระเพื่อมถึงไทยโดยตรง แม้จะมีแหล่งผลิตน้ำมันจากภูมิภาคอื่น แต่ต้นทุนในตะวันออกกลางยังต่ำที่สุด ราคาตลาดโลกจึงผันผวนตามสถานการณ์รายวัน ข้อมูลระบุว่าในภาวะสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศมีโอกาสพุ่งสูงถึง 50-60 บาท เนื่องจากกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สูงเกินกว่าจะชดเชยไหว
นอกจากน้ำมัน ปัญหาดังกล่าวยังลามถึง ค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม (LPG) เนื่องจากไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังแบกภาระหนี้สะสมจากการตรึงราคาในอดีตนับแสนล้านบาท ทำให้ความสามารถในการเข้าพยุงราคาในรอบนี้จำกัดกว่าทุกครั้ง เสี่ยงเกิดภาวะ "ราคาช็อก" (Price Shock) หากรัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการส่วนต่างราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนะรัฐเลิก "ตรึงราคา" เปลี่ยนกลยุทธ์ช่วยเฉพาะกลุ่มรักษาคลัง
ท่ามกลางวิกฤตที่ซับซ้อน ดร.ณรงค์ชัย เสนอให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนนโยบายจากการ "ตรึงราคาแบบฝืนกลไกตลาด" ซึ่งมักก่อให้เกิดการกักตุนสินค้าและปัญหาของขาดแคลน มาเป็นการช่วยเหลือ "เฉพาะจุด" (Targeted Assistance) โดยระบุว่า "รัฐบาลควรเร่งปรับเปลี่ยนนโยบายจากการตรึงราคาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง" เช่น กลุ่มผู้รายได้น้อยหรือภาคขนส่ง ผ่านระบบคูปองส่วนลด
ในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารความจริงกับประชาชนว่าราคาพลังงานมีทิศทางขาขึ้น (Up-side) คล้ายวิกฤตปี 1979 เพื่อให้เกิดการปรับตัวในการใช้พลังงาน พร้อมเสนอให้ดึงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Technocrats) เข้ามาบริหารจัดการวิกฤตแทนการตัดสินใจบนฐานการเมืองเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันความล้มเหลวของโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและการบริหารเงินกองทุนที่อาจติดลบจนวิกฤตลามสู่ระบบเศรษฐกิจภาพรวม
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)


