เจาะลึก ‘รัฐบาลบาร์โค้ด’ วิบากกรรมกฎหมาย บนคลื่นลมการเมืองและโจทย์หินเศรษฐกิจ
วิเคราะห์เสถียรภาพรัฐบาลภูมิใจไทย ท่ามกลางคำร้องเลือกตั้งโมฆะ ศึกสายเลือดพรรคร่วม และด่านหินฟื้นฟู GDP 3% ภายใต้งบประมาณจำกัด
KEY
POINTS
- ความเสี่ยงโมฆะ: ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 เรื่องความลับของการลงคะแนน เป็นจุดตายทางกฎหมายที่อาจล้มรัฐบาลได้ทั้งคณะ
- รอยร้าวพรรคร่วม: ความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทยและกล้าธรรม รวมถึงอำนาจต่อรองของเพื่อไทย ทำให้เสถียรภาพ 296 เสียงเป็นเพียงตัวเลขที่พร้อมเปลี่ยนแปลง
- วิกฤตการคลัง: งบประมาณเหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท สวนทางกับเป้า GDP 3% ท่ามกลางคำเตือนจากสถาบันจัดอันดับโลกเรื่องวินัยทางการเงิน
กับดักความชอบธรรม: ปมบาร์โค้ดสะเทือนเก้าอี้นายกฯ
สถานการณ์ของ "รัฐบาลบาร์โค้ด" ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย กำลังตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการสิ้นสภาพนิติบุคคลและสถานะรัฏฐาธิปัตย์ เนื่องจากข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสในระบบเลือกตั้ง การใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากนักกฎหมายระดับประเทศ โดย ดร.วิษณุ เครืองาม และอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุชัดเจนว่าการเลือกตั้งต้องเป็น "ความลับ"
หากพิสูจน์ได้ว่าระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังตัวผู้ลงคะแนนได้ จะถือเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยทันที ปัจจุบันคำร้องได้ถูกส่งตรงถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีทั้งภาคประชาชนและพรรคฝ่ายค้านแท็กทีมตรวจสอบการทำงานของ กกต. อย่างเข้มข้น
"ชะตากรรมของรัฐบาลแขวนอยู่บนเส้นด้ายทางกฎหมาย" หากศาลมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ประเทศไทยจะเข้าสู่สุญญากาศทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ยังหมายถึงงบประมาณมหาศาลที่ใช้จัดการเลือกตั้งจะกลายเป็นเบี้ยหัวแตกที่สูญเปล่าทันที
สมการอำนาจที่เปราะบาง: ศึก "น้ำเงิน" ปะทะ "กล้าธรรม"
ในเชิงเสถียรภาพ แม้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนรวม 15 พรรค รวม 296 เสียง แต่ลึกๆ กลับเต็มไปด้วยความระแวง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง "พรรคภูมิใจไทย" (193 ที่นั่ง) และ "พรรคเพื่อไทย" (74 ที่นั่ง) ซึ่งฝ่ายหลังถือเป็นตัวแปรสำคัญ หากเพื่อไทยถอนตัว รัฐบาลจะเหลือเพียง 222 เสียง ซึ่งไม่กึ่งหนึ่งของสภา นำไปสู่ทางตันที่อาจต้องยุบสภาในที่สุด
ขณะเดียวกัน "ศึกสายเลือด" ระหว่างภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะประสาน พรรคกล้าธรรมที่คว้ามาได้ถึง 58 ที่นั่ง กลายเป็นคู่แข่งโดยตรงในพื้นที่ฐานเสียงเดิมของสีน้ำเงิน จนเกิดกระแสข่าวการ "หักดิบ" ไม่ให้ ร.อ.ธรรมนัส ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีโดยอ้างปมคุณสมบัติ ซึ่งทางกล้าธรรมเองก็พร้อมจะกระโดดไปเป็นฝ่ายค้านหากข้อตกลงไม่เป็นธรรม
การที่พรรคกล้าธรรมมี "เงามืด" หรือผู้บงการทรงพลังอยู่เบื้องหลัง ทำให้พรรคแกนนำไม่อาจโดดเดี่ยวกล้าธรรมได้เบ็ดเสร็จ การบริหารจัดการผลประโยชน์และตำแหน่งในครม. จึงเป็นเกมที่อันตรายยิ่ง หากจัดสรรไม่ลงตัว เสถียรภาพในสภาอาจพังทลายได้ทุกเมื่อจากเสียงโหวตที่ไม่เป็นเอกภาพ
เศรษฐกิจทางตัน: โจทย์ GDP 3% กับงบประมาณที่เลือนลาง
ด้านเศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจที่นำโดยคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำลังเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงที่สวนทางกับนโยบายหาเสียง การตั้งเป้าดัน GDP ให้โตถึง 3% ถูกสำนักวิเคราะห์เอกชนมองว่าเป็นไปได้ยาก โดยคาดการณ์ไว้เพียง 1.5% เท่านั้น เนื่องจากปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลก และ "กระสุน" ในมือรัฐบาลที่มีจำกัด โดยงบกลางปี 2569 เหลือเพียง 20,000 ล้านบาท ซึ่งแทบไม่พอสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง
วิกฤตที่น่ากังวลที่สุดคือภาค SME ที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส กระทบการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch Ratings เริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความวุ่นวายทางการเมืองและการต่อรองของรัฐบาลผสม อาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลางล้มเหลว หากรัฐบาลไม่สามารถลดการขาดดุลได้ตามเป้า อาจนำไปสู่การหั่นอันดับ Credit Rating ของประเทศ
สรุปได้ว่า รัฐบาลบาร์โค้ดกำลังเผชิญกับ "พายุสมบูรณ์แบบ" (Perfect Storm) ทั้งจากกับดักกฎหมายเลือกตั้ง เสถียรภาพง่อนแง่นของพรรคร่วม และวิกฤตปากท้องประชาชน หากไม่สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมได้โดยเร็ว ความเชื่อมั่นที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดอาจหมดไป และกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้อายุสั้นกว่าที่คาดการณ์


