ฮอร์มุซเดือด เขย่าพลังงานโลก ไทยเสี่ยงต้นทุนพุ่งยืดเยื้อ
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรง หลังสหรัฐฯ เล็งตัดท่อน้ำเลี้ยง "เกาะคาร์ก" ขณะอิหร่านขู่ปิดตายเส้นทางเดินเรือ กระทบไทยนำเข้าน้ำมันดิบหยุดชะงัก จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างสู่พลังงานสะอาด
KEY
POINTS
- จุดตายเศรษฐกิจ: เกาะคาร์กคือเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่าน (ส่งออก 90%) การโจมตีจุดนี้จะกระทบอุปทานน้ำมันโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะตลาดในเอเชีย
- ความเสี่ยงของไทย: ไทยพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 57% โดยเฉพาะเกรดน้ำมันที่ใช้ผลิตดีเซล ซึ่งหาแหล่งทดแทนได้ยากและต้องใช้เวลาฟื้นฟูระบบนานหลายสัปดาห์หากถูกทำลาย
- ทางรอดนโยบาย: วิกฤตนี้เร่งให้ไทยต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและ EV อย่างรวดเร็ว เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าพลังงานจากพื้นที่ขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์
"การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กำลังกลายเป็นชนวนเหตุที่สั่นคลอนเสถียรภาพพลังงานโลกอีกครั้ง เมื่ออิหร่านใช้ยุทธศาสตร์ปิดช่องแคบเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ
ขณะที่สหรัฐฯ มุ่งเป้าทำลายฐานที่มั่นทางยุทธศาสตร์เพื่อตัดวงจรการคลังของรัฐบาลเตหะราน สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางการทหาร แต่กำลังลุกลามสู่ "สงครามความอดทนทางเศรษฐกิจ" ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในประเทศไทย"
ยุทธศาสตร์ตัดท่อน้ำเลี้ยง: เดิมพันที่เกาะคาร์ก
หัวใจสำคัญของความขัดแย้งในครั้งนี้อยู่ที่ "เกาะคาร์ก" (Kharg Island) ซึ่ง ดร.ภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ระบุว่าเป็น ศูนย์รวมคลังเก็บน้ำมันดิบ (Tank Farm) ที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน โดยเป็นจุดส่งออกน้ำมันถึง 90% ของประเทศ หรือราว 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน การที่สหรัฐฯ เล็งเป้าหมายมาที่เกาะแห่งนี้จึงเป็นการดำเนินนโยบาย "ตัดท่อน้ำเลี้ยง" เพื่อกดดันเศรษฐกิจอิหร่านอย่างรุนแรง โดยมีจีนและอินเดียเป็นผู้รับผลกระทบในฐานะลูกค้ารายหลัก
อย่างไรก็ตาม นายอนาลโย กอสกุล บรรณาธิการบริหาร ThaiArmedForce วิเคราะห์ว่าการเข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย แม้สหรัฐฯ จะเคลื่อนกำลังนาวิกโยธินกว่า 2,500 นาย แต่ด้วยชัยภูมิที่เกาะคาร์กอยู่ใกล้ชายฝั่งอิหร่านมาก ทำให้อยู่ในระยะยิงของปืนใหญ่และจรวดพิฆาต การจะยึดพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จอาจต้องใช้กำลังพลมหาศาล ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางทหารที่สหรัฐฯ ต้องประเมินอย่างหนักท่ามกลางกระแสการเจรจาการค้ากับจีนที่ยังค้างคา
สงครามทุ่นระเบิดและผลกระทบลูกโซ่ต่อโรงกลั่นไทย
ทางด้านอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยยุทธวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้กองเรือขนาดใหญ่ แต่ใช้การวางทุ่นระเบิด โดรน และการโจมตีท่าเรือ "ฟูไจราห์" (Fujairah) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นจุดระบายน้ำมันทางเลือกเพียงแห่งเดียวที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากจุดนี้ถูกทำลาย การขนส่งน้ำมันออกจากอ่าวเปอร์เซียจะถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์ ซึ่งนายอนาลโยประเมินว่าการเคลียร์พื้นที่เพื่อให้เรือกลับมาเดินได้ตามปกติอาจต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบนั้นเกิดขึ้นทันทีและรุนแรง เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดย 57.3% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และกว่า 42% มาจาก UAE โดยตรง
ดร.ภาณุรัช ชี้ให้เห็นว่าน้ำมันจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่เป็นเกรดที่เหมาะกับการผลิต "ดีเซล" ซึ่งเป็นหัวใจของภาคขนส่งไทย การหาแหล่งน้ำมันดิบคุณภาพใกล้เคียงกันจากแหล่งอื่น เช่น รัสเซีย มาทดแทนในระยะสั้นนั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติสำหรับโครงสร้างโรงกลั่นในประเทศ
วิศวกรรมปิโตรเลียม: โจทย์ยากในการฟื้นฟูและทางออกยั่งยืน
ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ "ระยะเวลาฟื้นฟู" ดร.ภาณุรัช เน้นย้ำว่าการหยุดผลิตน้ำมันไม่เหมือนการปิดก๊อกน้ำ เนื่องจากน้ำมันดิบมีความหนืดสูง หากระบบขนส่งถูกโจมตีหรือหยุดชะงักนาน จะเกิดการอุดตันในท่อและหลุมผลิต ต้องใช้สารเคมีล้างและใช้เวลาเตรียมการ (Long lead time) นานหลายเดือนกว่าจะกลับมาผลิตได้ตามปกติ สอดคล้องกับมุมมองที่ว่านี่คือสมรภูมิที่เดิมพันด้วย "เวลา"
ในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างนโยบายพลังงานอย่างจริงจัง บทวิเคราะห์นี้เสนอแนะให้รัฐบาลลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลที่โครงสร้างราคามีความผันผวนสูง และเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน เพื่อสร้างเกราะป้องกันความมั่นคงทางพลังงานจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ในอนาคต
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิกชม)


