‘ภูมิใจไทย’ จ่อหลุดบ่วงคดีร้อน: เกมตัดตอน ‘นิติสงคราม’ รับรัฐบาลใหม่?
วิเคราะห์ไทม์ไลน์ข่าวลือสะพัด ปมยกคำร้องคดีฮั้ว สว.-ซุกหุ้น ‘ศักดิ์สยาม’ ประจวบเหมาะช่วงตั้งรัฐบาล ชี้เป็นยุทธศาสตร์เคลียร์ทางวิบาก ปูพรมแดง ‘อนุทิน’ นั่งเก้าอี้คุมนโยบายเศรษฐกิจแบบไร้มลทิน
KEY
POINTS
- เกมชิงความได้เปรียบ: ข่าวลือการหลุดคดีถูกปล่อยออกมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ว่าที่รัฐมนตรี 12 ราย และตัดโอกาสฝ่ายค้านในการใช้ "นิติสงคราม" ตรวจสอบคุณสมบัติในช่วงเริ่มรัฐบาล
- ความเสี่ยงที่ยังไม่จบ: แม้จะมีข่าวลือเชิงบวก แต่ตราบใดที่ กกต. และ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ยังไม่มีมติเป็นทางการ ภูมิใจไทยยังคงแบกรับความเสี่ยงเรื่อง "ยุบพรรค" จากปมเงินบริจาค หจก.บุรีเจริญ
- นัยต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ: การคลายล็อกทางกฎหมายจะช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณและนโยบายหลักเดินหน้าได้ทันที แต่ต้องระวังประเด็นความโปร่งใสที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ข่าวลือสะพัด ‘ยกคำร้อง’ สัญญาณบวกหรือปฏิบัติการหยั่งเชิง?
ท่ามกลางฝุ่นตลบของการจัดตั้งรัฐบาลและการเตรียมเปิดประชุมสภา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลายเป็นจุดโฟกัสสำคัญเมื่อมีกระแสข่าวลือชุดใหญ่ระบุว่า แกนนำและสมาชิกพรรคกำลังจะ "พ้นผิด" ในคดีสำคัญที่เป็นชนักติดหลังมานาน ประเด็นแรกคือคดี "ฮั้วเลือก สว." จำนวน 229 ราย ที่มีชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และว่าที่รัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย โดยมีข่าวลือว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด (ชุดที่ 36) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าไม่มีมูลความผิด
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในขณะนี้คือเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนที่ 3 จาก 4 ขั้นตอนของ กกต. และยังต้องรอการพิจารณาจาก กกต. ชุดใหญ่เป็นลำดับสุดท้าย ขณะที่คดี "ซุกหุ้น" ของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรค ก็มีข่าวลือในลักษณะเดียวกันว่า ป.ป.ช. เตรียมยกคำร้องข้อหาแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ แม้เลขาธิการ ป.ป.ช. จะออกมาปฏิเสธว่ายังไม่มีรายงานสรุปผลการไต่สวนในขณะนี้ก็ตาม
แหล่งข่าววงในวิเคราะห์ว่า การปรากฏของข่าวลือในช่วงเวลานี้มีนัยสำคัญ 2 ประการ คือ หนึ่ง เพื่อ "หยั่งกระแสสังคม" ดูปฏิกิริยาตอบโต้ก่อนมีการตัดสินจริง และสอง เพื่อ "ตัดตอนนิติสงคราม" เคลียร์สถานะบุคคลให้ "ใสสะอาด" ก่อนวันรัฐพิธี 14 มีนาคม เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายค้านหยิบยกประเด็นจริยธรรมมาเตะตัดขาในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
วิเคราะห์ 7 พิรุธคดีหุ้น ‘บุรีเจริญ’ ชนวนเหตุเสี่ยงยุบพรรค
แม้จะมีข่าวลือด้านบวก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยามยังคงเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยทิ้งท้ายถึง 7 ประเด็นที่มีพิรุธชัดเจน โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน 119.5 ล้านบาท ที่โยงจากนายศักดิ์สยามไปยัง หจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ผ่านนอมินีที่เป็นเพียงลูกจ้างบริษัท รวมถึงการพบหลักฐานบิลน้ำมันรถส่วนตัวที่ยังเบิกจ่ายจากบริษัทหลังอ้างว่าขายหุ้นไปแล้ว
จุดที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวบุคคล แต่คือ "ความเสี่ยงในการยุบพรรค" เนื่องจากนายศุภวัฒน์ (ผู้ถูกระบุว่าเป็นนอมินี) และ หจก.บุรีเจริญ ได้บริจาคเงินเข้าพรรคภูมิใจไทยรวมกว่า 7.5 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2565 หากพิสูจน์ได้ว่าเงินดังกล่าวมาจากแหล่งเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการใช้จ่ายผ่านนอมินีในขณะที่นายศักดิ์สยามเป็นเลขาธิการพรรค จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายพรรคการเมืองที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทยได้ในที่สุด ซึ่งจะส่งผลสะเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่โดยตรง
มองทิศทางนโยบายและผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ
การที่พรรคภูมิใจไทยพยายามสลัดภาพลักษณ์ "พรรคเจ้าของคดี" ในช่วงนี้ คือยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน หากคดีเหล่านี้ถูกยกคำร้องจริง จะส่งผลให้การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเกรด A ในกระทรวงเศรษฐกิจหลักดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไร้แรงเสียดทานด้านคุณสมบัติและมาตรฐานจริยธรรม ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลใหม่ไม่เกิดภาวะสูญญากาศ
ในมุมมองทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพของพรรคภูมิใจไทยคือเสถียรภาพของรัฐบาลผสม หากพรรคสามารถเคลียร์คดีได้จบก่อนการบริหารราชการแผ่นดินเริ่มต้น จะช่วยลดความผันผวนในตลาดทุนที่กังวลเรื่องการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกลางคันหรือการยุบพรรค อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการยุติธรรมถูกมองว่า "เอื้อประโยชน์" ก็อาจนำไปสู่แรงต้านทางสังคมและวิกฤตความเชื่อมั่น (Trust Crisis) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง


