posttoday

ผ่าทางตันวิกฤตฮอร์มุซ: แนะรัฐเลิกอุ้มราคา-เร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย

12 มีนาคม 2569

กูรูพลังงานประสานเสียง เตือนวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซดันราคาน้ำมันพุ่ง จี้รัฐหยุดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เร่งปรับโครงสร้างราคาและดึงพลังงานสะอาดกู้วิกฤตเศรษฐกิจระยะยาว

KEY

POINTS

  • หยุดนโยบายประชานิยม: กองทุนน้ำมันไม่ควรใช้พยุงราคาจนเกินตัว รัฐต้องยอมปรับราคาสะท้อนความจริงควบคู่กับการลดภาษีซ้ำซ้อนเพื่อความยั่งยืนทางการคลัง
  • ปฏิรูปโครงสร้างสู่พลังงานสะอาด: เร่งเปิดเสรีการแข่งขันไฟฟ้า ลดสัดส่วนฟอสซิล และใช้โมเดล G2G ดึงเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์และ EV Truck มาลดต้นทุนภาคขนส่ง
  • ความมั่นคงทางพลังงานคือทางรอด: เปลี่ยนงบนำเข้าน้ำมันดิบเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทยผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และเร่งสร้างคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์รับมือสงคราม

สัญญาณอันตราย "น้ำมัน" วิกฤตกว่า "ไฟฟ้า"

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานไทย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการจาก TDRI และ นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาหกรรม มองตรงกันว่า "น้ำมัน" คือจุดเปราะบางที่สุด เนื่องจากไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลักและขาดพลังงานทางเลือกที่ทดแทนได้ทันที ต่างจากภาคไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินและเชื้อเพลิงสำรองที่หลากหลายกว่า

บทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร แต่ในข้อเท็จจริงราคาตลาดโลกอาจพุ่งสูงถึง 40 บาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระหนี้มหาศาล การอุดหนุนในลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงการ "ผักชีโรยหน้า" ที่ไม่ยั่งยืน และอาจถึงทางตันจนรัฐต้องยอมให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแบบขั้นบันไดในที่สุด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

ผ่าโครงสร้างราคา-ปลดล็อกกลุ่มทุนฟอสซิล

ประเด็นที่น่าสนใจคือการเสนอให้ "ผ่าตัด" โครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการทบทวนการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่มีค่าขนส่งและค่าประกันภัยซ้ำซ้อน ทั้งที่มีโรงกลั่นในประเทศ รวมถึงการตรวจสอบค่าการตลาดและภาษีสรรพสามิตเพื่อลดภาระหน้าปั๊ม นอกจากนี้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้ไทยไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันราคาถูกอย่างรัสเซียได้เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรสากล

ในส่วนของภาคไฟฟ้า ข้อเสนอแนะมุ่งไปที่การลดการพึ่งพา LNG นำเข้าที่มีราคาผันผวน โดยผลักดันให้เกิดการ "เปิดเสรีพลังงาน" อย่างแท้จริง ดร. อารีพร เสนอให้เปิดทางเอกชนแข่งขันในตลาดพลังงานสะอาด ขณะที่นายอิศเรศเสนอโมเดลรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีนเพื่อนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูก หวังดึงต้นทุนไฟฟ้าระดับต่ำกว่า 1 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ภาคธุรกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ยุทธศาสตร์พึ่งพาตนเอง: จากไร่นาสู่พลังงานชาติ

ทางออกระยะยาวที่สำคัญคือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปนโยบายพลังงาน โดยเน้นการพึ่งพาผลิตผลทางการเกษตรในประเทศ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน เพื่อแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน (เช่น E100) ซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่เกษตรกรโดยตรงแทนการส่งเงินออกไปซื้อน้ำมันฟอสซิลจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการปรับโมเดลโลจิสติกส์ที่ปัจจุบันพึ่งพาถนนถึง 90% ให้เปลี่ยนไปสู่ระบบรางและทางน้ำ รวมถึงการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ระบบสลับแบตเตอรี่

แนวโน้มในอนาคต รัฐบาลจำเป็นต้องสร้าง "คลังน้ำมันทางยุทธศาสตร์" เพื่อสำรองพลังงานในยามสงคราม และแสวงหาความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) หรือการนำเข้าพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน หากรัฐบาลยังคงติดยึดกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและไม่กล้าฝ่าด่านกลุ่มทุนพลังงานเดิม ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นระเบิดเวลาที่คอยฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)
 

 

ข่าวล่าสุด

ส่องโรงกำจัดขยะอ่อนนุช เปลี่ยนมูลฝอย 1,000 ตันเป็นไฟฟ้า