ส่องสูตรครม.อนุทิน2:ชูโมเดล‘วัคซีน’ป้องรัฐบาล ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก
การจัดตั้ง ครม. ภายใต้การนำของภูมิใจไทย เร่งจัดทัพสูตร "5:19:8:3" ดึงมืออาชีพเสริมแกร่ง พร้อมปรับงบประมาณรับวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- สูตรจัดสรรอำนาจ: ใช้โมเดล 5:19:8:3 ดึงคนนอก (วัคซีน) มาเป็นจุดขายด้านความสามารถ พร้อมบริหารจัดการกลุ่มบ้านใหญ่ด้วยการหมุนเวียนตำแหน่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพขั้วอนุรักษนิยม
- ยุทธศาสตร์รับศึกนอก: ตั้งวอรูม 7 กระทรวง บูรณาการนโยบายพลังงานและการคลัง รับมือราคาน้ำมันโลกและเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลางที่อาจดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์
- รื้อแผนงบประมาณ: เร่งปรับแผนงบปี 69 และอาจตั้งงบกลางปีเพิ่ม หลังงบสำรองเหลือไม่ถึง 3 หมื่นล้านบาท เพื่อประคอง GDP ไม่ให้ดิ่งลงแตะระดับ 1.2%
จัดทัพ ‘สูตรปุ๋ย’ สยบคลื่นใต้น้ำ ดึงมืออาชีพเป็นเกราะคุ้มกัน
การก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ใช่เพียงชัยชนะของพรรคที่มี สส. เพิ่มขึ้นจาก 71 เป็นกว่า 190 เสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการกลับมามีอำนาจอย่างเต็มตัวของปีก "อนุรักษนิยม" ในรอบ 25 ปี โดยหัวใจสำคัญของการรักษาเสถียรภาพครั้งนี้อยู่ที่การจัดสรรอำนาจผ่าน "สูตรปุ๋ย 5:19:8:3" ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างขั้วอำนาจและกลุ่มทุน
กลยุทธ์สำคัญคือการวาง 5 ตำแหน่งคนกลาง หรือ "โควตาวัคซีน" ดึงมืออาชีพและเทคโนแครต อาทิ "ศุภจี สุธรรมพันธุ์"และ"อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" เข้ามานั่งในตำแหน่งยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นเกราะคุ้มกันทางการเมือง ขณะที่ตำแหน่งที่เหลือเป็นการแบ่งสันปันส่วนให้พรรคเพื่อไทย 8 ตำแหน่ง และกลุ่มพรรคเล็ก เพื่อประคองเสียงสนับสนุนในสภาให้มีเอกภาพสูงสุด
“เป้าหมายสูงสุดของการจัดโผครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแบ่งปันอำนาจ แต่คือการรักษาแชมป์ของฝ่ายอนุรักษนิยมให้มีความต่อเนื่อง” เสถียรภาพรัฐบาลจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการกลุ่ม “บ้านใหญ่” 20 ตระกูลการเมืองภายในพรรคภูมิใจไทยเอง ซึ่งอาจต้องใช้กลยุทธ์หมุนเวียนตำแหน่งทุก 6-12 เดือน เพื่อลดความขัดแย้งในการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี
ผนึก 7 กระทรวงตั้ง ‘วอรูม’ รับศึกตะวันออกกลาง-น้ำมันพุ่ง
ในมิติของนโยบายรัฐบาล ความท้าทายที่ใหญ่กว่าเกมการเมืองคือ "วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์" จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานของไทยที่มีสัดส่วนสูงถึง 6% ของ GDP รัฐบาลอนุทิน 2 จึงจำเป็นต้องปรับฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด โดยการตั้ง "วอรูม 7 กระทรวง" เพื่อบูรณาการการทำงานเชิงรุก
ข้อเท็จจริงที่น่ากังวลคือ หากสถานการณ์เลวร้ายจนมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต (Cost-push Inflation) ที่รุนแรง รัฐบาลจึงต้องเร่งพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน รวมถึงการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาภาระประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งเจรจาแหล่งนำเข้า LNG ใหม่ๆ เช่น สหรัฐฯ เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักอาจสะดุด แหล่งข้อมูลระบุว่าเป้าหมายนักท่องเที่ยวเดิม 36 ล้านคน อาจต้องปรับลดเหลือ 30 ล้านคน รัฐบาลจึงต้องเลือกบุคคลที่เข้าใจงานด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงเข้ามาคุมกระทรวงกลาโหมและพลังงาน เพื่อบริหารจัดการความปลอดภัยและต้นทุนการผลิตที่เป็นหัวใจของภาคธุรกิจในขณะนี้
รื้อแผนงบประมาณ 69 ‘คิดใหม่-ทำใหม่’ ดัน GDP พ้นจุดวิกฤต
เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยน แผนงบประมาณเดิมจึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป มีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้อง "รื้อ" และปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะงบกลางปี 2569 ที่ปัจจุบันเหลือเพียง 24,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่า "ไม่เพียงพอ" ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่
รัฐบาลอาจจำเป็นต้องจัดทำ พรบ.งบประมาณกลางปี หรือพิจารณาการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ เนื่องจากประมาณการเติบโตของ GDP อาจหดตัวลงจาก 3% เหลือเพียง 1.2% ในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด นโยบายการคลังจึงต้องทำหน้าที่เป็น "ตัวพยุง" ไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย
ในอนาคต รัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทยต้องพิสูจน์ฝีมือในการผสมผสานระหว่าง "มืออาชีพ" (คนนอก) "ฐานเสียง" (บ้านใหญ่) และ "รุ่นใหม่" (ลูกเทพ) ให้ทำงานสอดประสานกัน
การปรับตัวของนโยบายภาครัฐต่อจากนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า รัฐบาลชุดนี้จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืน หรือจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองเท่านั้น
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง


