วิกฤตตะวันออกกลาง วัดฝีมือ‘อนุทิน’สู้ศึกพลังงาน ตรึงดีเซล 29.94บาท
รัฐบาลอนุทินเปิดวอร์รูมรับมือวิกฤตพลังงานโลกพุ่ง สั่งตรึงดีเซล 29.94 บาท พร้อมกางแผนสำรองน้ำมัน 60 วัน หวั่นกระทบจีดีพีโตต่ำ 1.2% หากราคาทะลุ 100 เหรียญ
KEY
POINTS
- มาตรการระยะสั้น: ตรึงดีเซล 29.94 บาท/ลิตร (15 วัน) และเตรียมแผนลดภาษีสรรพสามิตหากน้ำมันโลกแตะ 100 ดอลลาร์ฯ
- ความมั่นคงพลังงาน: ไทยมีสำรองน้ำมัน 60 วัน และเตรียมกระจายแหล่งนำเข้าสู่แอฟริกาและสหรัฐฯ เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง
- ความเสี่ยงเศรษฐกิจ: สภาพัฒน์เตือนน้ำมันแพงอาจฉุด GDP ไทยเหลือ 1.2% ขณะที่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าเสี่ยงสูงขึ้นจากการพึ่งพา LNG นำเข้า
การบริหารประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญกับ “บททดสอบไฟเออร์” ครั้งสำคัญ เมื่อความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางปะทุขึ้น จนฉุดราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกในตลาดพลังงาน แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยผ่านภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต (Cost-push Inflation) ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
งัดกลไกกองทุนน้ำมันฯ สกัดราคา-ป้องคลังสำรอง
มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลประกาศใช้คือการจัดตั้ง “วอร์รูม” ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
โดยเบื้องต้นมีมติใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนเพื่อ ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน เพื่อชะลอผลกระทบต่อภาคขนส่งและค่าครองชีพประชาชน
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังได้เรียกผู้ค้าน้ำมันรายย่อยเข้ามาหารือเพื่อปรับลดราคาที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้ โดยกำชับไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาจากสต็อกเดิม พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าหากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล รัฐบาลมีแผนจะพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันควบคู่ไปกับการขยับเพดานราคาดีเซลไปอยู่ในช่วง 33-35 บาทต่อลิตรตามลำดับความรุนแรง
เปิดแผนความมั่นคงพลังงาน: รับมือปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งประเทศไทยนำเข้าน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ถึง 1 ใน 3 ของการนำเข้าทั้งหมด รัฐบาลยืนยันว่าปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับใช้ได้ 60 วัน และมีแผนจัดหาจากแหล่งทางเลือก เช่น แอฟริกาตะวันตก มาเลเซีย และสหรัฐฯ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ภายใน 30 วันหากเส้นทางขนส่งหลักถูกปิดกั้น
ในด้านกระแสไฟฟ้า ซึ่งไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าประมาณ 20% และในจำนวนนั้น 10-20% มาจากกาตาร์ รัฐบาลได้วางแนวทางบริหารความเสี่ยงโดยการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซในอ่าวไทย การเจรจาพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากสปป.ลาว และเพิ่มสัดส่วนการผลิตจากถ่านหินและชีวมวลเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนก๊าซ
บทวิเคราะห์: เดิมพันเศรษฐกิจไทยบนความเสี่ยง 100 เหรียญ
การขยับตัวของรัฐบาลในครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามในการ “ซื้อเวลา” เพื่อรอประเมินสถานการณ์โลก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุชัดเจนว่า หากราคาน้ำมันดิบยืนระยะที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียง 1.2% และหากสถานการณ์ลุกลามจนราคาพุ่งไปถึง 170-180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผลกระทบจะรุนแรงจนไม่สามารถประเมินค่าได้
"รัฐบาลต้องสร้างสมดุลระหว่างการตรึงราคาเพื่อช่วยประชาชน กับการรักษาฐานะกองทุนน้ำมันฯ ไม่ให้ติดลบจนวิกฤต การบริหารจัดการครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือการประคองจีดีพีไม่ให้ดิ่งเหว" แหล่งข่าวจากแวดวงพลังงานระบุ
ในระยะยาว โจทย์หินของรัฐบาลอนุทินคือการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้ยืดหยุ่นกว่าเดิม เพราะการพึ่งพากองทุนน้ำมันฯ และการลดภาษีสรรพสามิตเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว หากวิกฤตตะวันออกกลางลากยาว เสถียรภาพทางการคลังของรัฐบาลอาจกลายเป็นจุดเปราะบางใหม่ที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย.


