ภูมิใจไทยกินรวบอำนาจรัฐ วัดใจดึงกล้าธรรมคานดุลหรือแตกหัก
เจาะยุทธศาสตร์ "ครูใหญ่" เดินเกมเหนือเมฆ เปลี่ยนสถานะภูมิใจไทยจาก Kingmaker สู่เจ้าของคอกตัวจริง บีบเพื่อไทยจำยอมเงื่อนไข "อะไรก็ได้" วัดใจดึงกล้าธรรมทำลายอำนาจต่อรองพรรคใหญ่
KEY
POINTS
Total Shift in Power: ภูมิใจไทยขยับจาก "ตัวแปร" สู่ "ผู้คุมเกมเบ็ดเสร็จ" บีบเพื่อไทยเข้าสภาวะจำยอมเชิงยุทธศาสตร์ ไร้อำนาจต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี
The 320+ Strategy: มุ่งเป้าดึง "กล้าธรรม" เติมเสียงให้เกิน 320 เพื่อทำให้เสียงของเพื่อไทยกลายเป็น "ส่วนเกิน" ที่ตัดทิ้งได้ตลอดเวลา (Expendable)
Super Ministry Takeover: รุกยึดกระทรวงเกรด A+ ทั้งเกษตรฯ-พาณิชย์-มหาดไทย-คมนาคม หวังคุมเบ็ดเสร็จต้นน้ำถึงปลายน้ำผ่านโมเดลมืออาชีพ
จาก "ตัวแปร" สู่ "เจ้าของคอก": เมื่อเพื่อไทยตกอยู่ในสภาวะจำยอม
สนามการเมืองนาทีนี้ต้องบันทึกไว้ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเพียง "Kingmaker" ที่คอยเลือกว่าจะให้ใครเป็นรัฐบาลอีกต่อไป
แต่ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น "ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ" อย่างเต็มตัว ภายใต้การนำของ "อนุทิน ชาญวีรกูล" และยุทธศาสตร์หลังม่านของ "ครูใหญ่บุรีรัมย์"
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดคือสภาวะ "จำยอมเชิงยุทธศาสตร์" ของพรรคเพื่อไทย ที่กลายเป็นผู้เล่นเบอร์หนึ่งแต่กลับตกอยู่ในโหมด "ยื่นอะไรก็เอา"
ท่าทีสยบยอมเช่นนี้สะท้อนว่าขั้วอำนาจเดิมกำลังถูกกลืนกินโดยกลไกการต่อรองที่เหนือชั้นกว่า นี่ไม่ใช่แค่การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเสถียรภาพ แต่มันคือการวางโครงสร้างเพื่อ "ทำลายล้างอำนาจต่อรอง" ของคู่แข่งในอนาคตอย่างถาวร
ทำลายกับดัก 277 เสียง: ยุทธวิธี "มีเพื่อไทยก็ได้ หรือไม่มีก็ได้"
โจทย์คณิตศาสตร์การเมืองที่ภูมิใจไทยกำลังตีให้แตก คือการก้าวข้ามตัวเลข 277-278 เสียง ซึ่งเป็น "กับดักเพื่อไทย" เพราะหากหยุดเพียงแค่นั้น เพื่อไทยจะยังมีพื้นที่ "งอแง" หรือขู่ถอนตัวได้ตลอดเวลา
เป้าหมายใหม่จึงอยู่ที่ 320 เสียงขึ้นไป โดยการดึงพรรคเล็กและ "พรรคกล้าธรรม" ของกลุ่มร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามาเป็น Buffer Zone (ตัวกันชน) การมีเสียงสำรองมากพอจะส่งผลให้เสียงของเพื่อไทยกลายเป็น "สภาวะเป็นกลาง" (Neutralization) คือมีไว้เพื่อความสวยงามแต่ไม่มีอำนาจสั่งการ ทำให้ภูมิใจไทยมีอิสระในการขับเคลื่อนนโยบายโดยไม่ต้องเกรงใจใคร
โมเดล Divide and Rule: สยบศัตรูมาเป็นบริวาร
ยุทธศาสตร์ "เนวิน ชิดชอบ" เดินตามตำราการเมืองระดับสูงอย่างแยบยล ด้วยการใช้โมเดล "แบ่งแยกแล้วปกครอง" แม้ในระดับพื้นที่ภูมิใจไทยและกล้าธรรมจะสู้กันอย่างดุเดือด แต่ในโครงสร้างอำนาจ
การดึงกลุ่มธรรมนัสเข้ามาร่วมโต๊ะคือการ "สยบศัตรูให้มาอยู่ภายใต้การควบคุม" เพื่อใช้คานอำนาจกับเพื่อไทยอีกชั้นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขนี้กลายเป็นโจทย์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกสำหรับ "ประชาธิปัตย์" ที่ยื่นคำขาดว่า "มีกล้าธรรม ไม่มีประชาธิปัตย์" ซึ่งดูเหมือนภูมิใจไทยจะเลือกทางที่ "เน้นเนื้อหนัง" และการคุมอำนาจผ่านเครือข่ายบ้านใหญ่มากกว่าภาพลักษณ์ที่กินไม่ได้
สงครามชิง Super Ministry: กินรวบต้นน้ำยันปลายน้ำ
ในสภาวะที่เพื่อไทย "หมอบ" ภูมิใจไทยจึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ "กินรวบกระทรวงเกรด A+" โดยเฉพาะแผนควบรวมอำนาจ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อคุมทั้งกลไกการผลิตและกลไกตลาดเข้าด้วยกัน ผ่านแคนดิเดตมืออาชีพอย่าง "ศุภจี สุธรรมพันธุ์"
การรุกคืบครั้งนี้อาจทำให้กลุ่มกล้าธรรมกลายเป็น "ขุนพลไร้ป้อม" หากถูกยึดกระทรวงเกษตรฯ ไป แม้จะเป็นความเสี่ยงที่อาจสร้างรอยร้าวในอนาคต
แต่ในสายตาของภูมิใจไทย นี่คือกองพลเศรษฐกิจที่จะสร้างฐานเสียงระยะยาวที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา
สัปดาห์นี้คือช่วง "ปิดจ๊อบ" ของภูมิใจไทยในการสถาปนาอำนาจนำ รัฐบาลชุดใหม่นี้อาจมีพรรคเพื่อไทยเป็นเพียงผู้อาศัยในบทละครที่ภูมิใจไทยเป็นคนเขียน
แต่ก็ต้องรอลุ้นดีลกล้าธรรม ภูมิใจไทยจบลงอย่างไรไม่ให้เพื่อไทยสร้างเกมต่อรอง
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง


