อวสานกระแสส้ม? เจาะกลยุทธ์ "รวมหัว"ทุบพรรคประชาชนพ่ายเลือกตั้ง69
เมื่อความหวังพ่ายแพ้ต่อความกลัว และ "หัวคะแนนธรรมชาติ" สู้ "แกนหมุนอุปถัมภ์" ไม่ได้ บทเรียนราคาแพงจากสนามเลือกตั้ง 69 ที่พรรคประชาชนต้องกลืนเลือดและเร่งถอดรหัสเพื่ออยู่รอด
KEY
POINTS
- ยุทธศาสตร์ "1 เขต 1 ขั้ว": การพักรบระหว่างพรรครัฐบาลเพื่อ "รุม" เอาชนะพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว
- คืนชีพ "ระบบอุปถัมภ์ดิจิทัล": บ้านใหญ่ปรับตัวใช้ "แกนหมุน" เจาะกลุ่มไลน์หมู่บ้านและสกัดผลงาน ส.ส. ในพื้นที่
- อาวุธ "ความกลัว" และ "ชาตินิยม": บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งและกระแสไทย-กัมพูชา ถูกใช้เป็นเครื่องมือจิตวิทยาตัดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์
ภาพที่คุ้นตาของคนสวมเสื้อสีส้มล้นหลามตามหัวเมืองใหญ่ ในการเลือกตั้งปี 66 กลายเป็นเพียงภาพจำที่เลือนลาง เมื่อผลการเลือกตั้งปี 69 ออกมาสวนทางกับความคาดหมาย
บรรยากาศที่ทำการพรรคประชาชนเต็มไปด้วยความเงียบงัน ผสมโรงกับเสียงวิจารณ์ว่า "กระแสส้ม" อาจถึงจุดอิ่มตัว
แต่มุมมองจาก ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และ ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ อดีสส.ระยอง พรรคประชาชน กลับชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของกระแสที่หายไป แต่เป็นเรื่องของ "โครงสร้างอำนาจเดิม" ที่ตื่นตัวและตั้งหลักโต้กลับอย่างเป็นระบบ
เกม "รุม" ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
หากเปรียบการเลือกตั้งเป็นเวทีมวย พรรคประชาชนไม่ได้ชกแบบ 1 ต่อ 1 แต่กำลังสู้กับ "ทีมแท็กทีม" ที่นัดแนะกันมาอย่างดี ยุทธศาสตร์ "แบ่งเขตกันเล่น" คือไม้ตายที่ฝ่ายรัฐบาลเดิมใช้สยบพรรคสีส้ม ในเขตที่พรรคหนึ่งแข็งแรง อีกพรรคจะยอม "ถอนคันเร่ง" ปล่อยให้คะแนนตัวเองเหลือหลักพัน เพื่อเทฐานเสียงทั้งหมดไปรวมที่คนเดียว
ปรากฏการณ์นี้เห็นชัดในจังหวัดระยอง เมื่อคะแนนของพรรคคู่แข่งกระโดดขึ้นมาเกือบเท่าตัว ขณะที่พรรคอื่นๆ ในขั้วเดียวกันคะแนนหายไปอย่างน่าตกใจ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการคำนวณมาแล้วว่าหากไม่รวมตัวกัน "กำแพงส้ม" จะไม่มีวันพัง
เมื่อ "หัวคะแนนธรรมชาติ" แพ้ทาง "คนในพื้นที่"
ความพ่ายแพ้อีกด้านเกิดจากความละเอียดอ่อนในเชิงพื้นที่ พรรคประชาชนอาจเก่งเรื่อง "อากาศ" (โซเชียลมีเดีย) แต่แพ้ราบคาบในเรื่อง "ดิน" (ความสัมพันธ์ส่วนตัว) ระบบอุปถัมภ์ในปี 69 ไม่ได้มาในรูปแบบแจกเงินโต้งๆ แต่มาในคราบของ "ผู้แก้ปัญหา"
"ชาวบ้านร้องเรียน สส.ส้ม เรื่องเดินช้า แต่บอกหัวคะแนนบ้านใหญ่ แป๊บเดียวถนนเสร็จ"
นี่คือกลไกสกัดกั้นผลงานที่เจ็บแสบที่สุด เมื่อข้าราชการและงบประมาณยังอยู่ในมือขั้วอำนาจเก่า
การทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า "เลือก สส. ส้มไปก็พึ่งไม่ได้" จึงเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพ
ผนวกกับความระแวงเรื่อง "บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ที่ถูกนำมาขู่ว่า "เขารู้หมดว่าใครเลือกใคร" ทำให้ชาวบ้านที่ไม่ยากเสี่ยงเสียสิทธิประโยชน์ในชุมชน ต้องจำใจหันหลังให้อุดมการณ์
ทางแพร่ง: จะเป็น "นักรบสภา" หรือ "นักพัฒนาท้องถิ่น"
ชัยธวัชยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า รากฐานในพื้นที่ยังไม่แข็งแรงพอ โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือการทำ R&D ทางการเมือง
พรรคประชาชนกำลังพยายามเปลี่ยนเกมจากการเป็น "ผู้ขอคะแนน" มาเป็น "ผู้สร้างเครือข่ายลูกหลาน" เพื่อไปงัดกับหัวคะแนนแบบเดิม รวมถึงการรุกคืบสู่ "การเมืองท้องถิ่น" เพื่อกุมอำนาจบริหารและงบประมาณมาพิสูจน์ฝีมือให้เห็นคาตา
ชัยชนะของระบบอุปถัมภ์เหนือกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ กำลังสะท้อนว่าคนไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของ "รัฐที่ล้มเหลว" จนต้องยอมแลกเสรีภาพเพื่อแลกกับการดูแลเบื้องต้นใช่หรือไม่?
และหากพรรคประชาชนเลือกที่จะลงไปเล่นเกมเดียวกับบ้านใหญ่เพื่อความอยู่รอด "จิตวิญญาณส้ม" ที่เคยสัญญาว่าจะเปลี่ยนประเทศ จะยังคงเหลืออะไรให้เราศรัทธา?
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา: คมชัดลึก (คลิก)


