posttoday

วิเคราะห์ลึก พรรคประชาชน แพ้เลือกตั้ง คะแนนปาร์ตี้ลิสต์หาย 5 ล้านเสียง

10 กุมภาพันธ์ 2569

สมบัติ–นพ.ตุลย์ วิเคราะห์ ความพ่ายแพ้พรรคประชาชนมาจากการเมืองกระแสเหนือพื้นที่ ตัดสินใจพลาดในสภา และจุดยืนความมั่นคงที่ทำฐานเสียงลังเล

KEY

POINTS

  • พรรคพ่ายแพ้จากยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดในอดีต และมีจุดอ่อนด้านการเมืองระดับพื้นที่ (Ground War) ซึ่งต่างจากคู่แข่งที่มีฐานเสียงในเขตที่แข็งแกร่ง
  • จุดยืนที่วิพากษ์วิจารณ์กองทัพในช่วงวิกฤตชายแดนถูกมองว่าไม่มั่นคง ประกอบกับภาพลักษณ์ผู้นำที่ขาดเสน่ห์ดึงดูด ทำให้เสียคะแนนเสียงให้พรรคคู่แข่ง
  • การสื่อสารที่เน้นการโจมตีหรือ "แฉ" มากเกินไป และท่าทีของผู้สนับสนุนบางส่วนที่ดูถูกผู้เห็นต่าง เป็นอุปสรรคต่อการขยายฐานเสียงและสร้างศัตรูทางการเมือง

วิเคราะห์การเมือง: ทำไมพรรคประชาชนสะดุด สูญ 5 ล้านเสียงปาร์ตี้ลิสต์

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บ.ก.ลายจุด” และ ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ร่วมประเมินความพ่ายแพ้ของ พรรคประชาชน ในการเลือกตั้ง69ซึ่งแม้ได้อันดับ 2 แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์หายไปราว 5 ล้านเสียง โดยชี้ว่ามาจากหลายปัจจัยทับซ้อน ทั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพรรค และบริบทการเมืองภายนอก

ยุทธศาสตร์การเมืองที่พลาดจังหวะ
การตัดสินใจในอดีตที่พรรคเคยโหวตสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กระทบความเชื่อมั่นของฐานเสียง และเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งสะสมผลงานจนพลิกเกมได้ ขณะเดียวกัน แกนนำพรรคถูกประเมินว่ายังอ่านเกมการเมืองไม่ขาด เมื่อเทียบกับผู้เล่นที่มีประสบการณ์คุมกระดานมากกว่า

โครงสร้างพรรคกับโจทย์ระบบเขต
พรรคประชาชนยังถนัด “การเมืองกระแส” มากกว่าการทำพื้นที่เชิงลึก ขาดความเป็นพรรคที่เชี่ยวชาญระดับเขต (Ground War) และมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการดูแลเครือข่ายชุมชนแบบใกล้ชิด แตกต่างจากพรรคดั้งเดิมอย่าง พรรคภูมิใจไทย ที่มีฐานพื้นที่แข็งแรง

จุดยืนความมั่นคงในยามวิกฤต
สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้ประเด็นความมั่นคงถูกยกระดับ พรรคประชาชนซึ่งวิพากษ์กองทัพอย่างหนัก ถูกมองว่าส่งสัญญาณ “ไม่มั่นคง” ในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม ส่งผลให้คะแนน Swing Vote ไหลไปยังพรรคที่ให้ความรู้สึกบริหารสถานการณ์ได้มั่นคงกว่า

ภาพลักษณ์ผู้นำและน้ำเสียงการเมือง
ผู้นำพรรคอย่าง “เท้ง ณัฐพงษ์” ถูกประเมินว่าแม้มีความสามารถ แต่ยังขาดคาริสมาเมื่อเทียบกับนักการเมืองรุ่นเก๋า อีกทั้งท่าทีการตรวจสอบเชิงรุกหรือการ “แฉ” มากเกินไป อาจจำกัดการขยายฐานเสียง หากปรับสู่การสื่อสารเชิงแก้ปัญหาเชิงรูปธรรมมากขึ้น อาจสร้างการยอมรับได้กว้างกว่า

ปฏิกิริยาหลังเลือกตั้งของผู้สนับสนุน
ท่าทีของผู้สนับสนุนบางส่วนที่วิจารณ์หรือดูถูกผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างจังหวัด ถูกมองว่ายิ่งซ้ำเติมรอยร้าวทางสังคม และผลักฐานเสียงที่อาจเป็นมิตรให้ห่างออกไป

"ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนสะท้อนปัญหา “แก้โจทย์ระบบเขตไม่ตก” การตัดสินใจในสภาที่ไปเสริมบารมีคู่แข่ง และจุดยืนด้านความมั่นคงที่เปราะบางในยามวิกฤต เป็นบทเรียนสำคัญต่อการปรับยุทธศาสตร์ หากหวังทวงคืนฐานเสียงในสนามการเมืองไทยต่อไป"

 

 

หัวข้อการวิเคราะห์: ปัจจัยที่ทำให้คะแนน “พรรคประชาชน” สะดุด และ “ภูมิใจไทย” ได้เปรียบ

สรุปเชิงเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญ ระหว่าง “พรรคประชาชน (ส้ม)” และ “พรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน)” พร้อมผลกระทบต่อการเลือกตั้ง และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับตัว

หัวข้อการวิเคราะห์ พรรคประชาชน (ส้ม) พรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน) ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับตัว (Inferred) แหล่งที่มา
การรับมือกับสถานการณ์วิกฤตและความมั่นคง มีจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์กองทัพและโจมตีการทำงานของทหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงในยามสงคราม แสดงบทบาทในการจัดการสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนได้ดีกว่า ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต กลุ่ม Swing Vote ตัดสินใจทิ้งพรรคประชาชนและหันไปเลือกพรรคภูมิใจไทยแทน แม้จะขัดกับอุดมการณ์เดิม ควรปรับลดท่าทีที่ดุดันต่อกองทัพในยามวิกฤต และแสดงให้เห็นถึงแนวทางการจัดการความมั่นคงที่จับต้องได้จริง [1]
ภาพลักษณ์และคาริสมาของผู้นำ หัวหน้าพรรค (คุณเท้ง) ถูกมองว่าฉลาดและเก่ง แต่ขาด “คาริสมา” (Charisma) หรือเสน่ห์ดึงดูดเมื่อเทียบกับนักการเมืองรุ่นเก๋าหรืออดีตผู้นำพรรค ผู้นำมีความเก๋าทางการเมือง และมีการนำเสนอตัวบุคคลที่ดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ บุคลิกภาพผู้นำพรรคและความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ ความเชื่อมั่นในตัวผู้นำส่งผลต่อการตัดสินใจเลือก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการผู้นำที่พร้อมบริหารประเทศได้ทันที หัวหน้าพรรคควรพัฒนาภาวะผู้นำและเสน่ห์ดึงดูดใจ (Charisma) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เท่าเทียมกับผู้นำจิตวิญญาณเดิม [1]
ท่าทีทางการเมืองและการตรวจสอบ เน้นการตรวจสอบแบบ “แฉ” หรือโจมตีผู้อื่นมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายฐานเสียง เน้นการลงมือแก้ปัญหาให้เห็นผลและมีการนำเสนอภาพลักษณ์มืออาชีพ (เช่น สุภจี ฟีเวอร์) เข้ามาเสริมทัพ วิธีการสื่อสารทางการเมืองและการทำงานในเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหา การเน้นโจมตีมากเกินไปทำให้เสียกลุ่มคนที่ไม่ชอบความขัดแย้ง และหันไปหาพรรคที่เน้นการทำงานเชิงพื้นที่ ควรลดความดุดันในการโจมตีผู้อื่น และเน้นการลงมือทำผลงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เช่น การเข้าไปดูแลบอร์ดประกันสังคม [1]
ปฏิกิริยาของผู้สนับสนุนหลังเลือกตั้ง ผู้สนับสนุนบางส่วนออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือดูถูกคนต่างจังหวัดที่เลือกพรรคอื่น ได้รับคะแนนนิยมจากการทำงานในเขตพื้นที่และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับคนในท้องถิ่น ทัศนคติของฐานเสียงมวลชนและความแตกต่างระหว่างโหวตเตอร์ในแต่ละพื้นที่ การโทษผู้ลงคะแนนส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์พรรคในระยะยาว และเปลี่ยนมิตรให้กลายเป็นศัตรู พรรคต้องควบคุมและสร้างความเข้าใจแก่ผู้สนับสนุนให้เลิกท่าทีเหยียดหยามผู้เห็นต่าง เพื่อไม่ให้เสียฐานเสียงในอนาคต [1]

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุรรณ
ที่มา : คมชัดลึก (คลิก)

 

ข่าวล่าสุด

อิหร่านยิงเครื่องบินรบสหรัฐตก ความตึงเครียดพุ่งสูงต่อเนื่อง