posttoday

เครือข่ายอาชญากรรมจีนยึด 20% ของโลก เผยกลไก "ฟอกเงินคริปโต " ท้าทายอำนาจรัฐ

03 กุมภาพันธ์ 2569

เจาะลึกอุตสาหกรรมฟอกเงินจีนเทา (CMLNs) ที่เคลื่อนย้ายทุนบาปกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในหนึ่งปี พร้อมเผยกลไก Telegram และ "Guarantee Platforms" ที่ก้าวล้ำกว่าระบบธนาคารดั้งเดิม

ในโลกมืด ภาพลักษณ์ของอาชญากรที่หิ้วกระเป๋าบรรจุเงินสดเข้าบ่อนคาสิโนหรือการโอนเงินผ่านนอมินีในธนาคารเถื่อนกำลังกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ปัจจุบัน "นวัตกรรมอาชญากรรม" ได้ขยับฐานเข้าสู่โลกบล็อกเชนอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเครือข่ายอาชญากรรมจีนเทาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

 

จากรายงาน The 2026 Crypto Crime Report ของ Chainalysis พบข้อมูลที่สั่นสะเทือนวงการการเงินโลก: ในปี 2025 เพียงปีเดียว เครือข่ายฟอกเงินภาษาจีน หรือ CMLNs (Chinese-language Money Laundering Networks) มีการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายผ่านคริปโตเคอร์เรนซีสูงถึง 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของมูลค่าอาชญากรรมคริปโตทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 8.2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

หากวิเคราะห์ในเชิงลึกจะพบความเร็วในการเติบโตที่น่าตกใจ: ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ปริมาณเงินไหลเข้าสู่เครือข่าย CMLNs เติบโต เร็วกว่า เงินผิดกฎหมายที่ไหลเข้าสู่กระดานเทรดแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchanges) ถึง 7,325 เท่า ปฏิบัติการเหล่านี้ไม่ใช่ฝีมือของโจรในห้องแถว แต่เป็นองค์กรที่มีทรัพยากรมหาศาล เครือข่ายนี้ประมวลผลเงินเทาเฉลี่ยสูงถึง 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) โดยเป็นตัวกลางสำคัญในการฟอกเงินจากขบวนการค้ามนุษย์, การแฮ็กข้อมูล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสแกมเมอร์ "Pig Butchering" ที่ CMLNs เข้าไปครอบครองส่วนแบ่งการฟอกเงินกว่า 10% ของเหยื่อทั่วโลก

เครือข่ายอาชญากรรมจีนยึด 20% ของโลก เผยกลไก "ฟอกเงินคริปโต  " ท้าทายอำนาจรัฐ

Telegram และ "Guarantee Platforms": ศูนย์กลางตลาดมืดระดับอุตสาหกรรม

 

หัวใจสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการนี้เติบโตแบบก้าวกระโดดคือการใช้แอปพลิเคชัน Telegram ในการสร้างระบบนิเวศการฟอกเงินที่เปิดเผยและมีความน่าเชื่อถือสูงในหมู่โจร ผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า "Guarantee Platforms" เช่น Huione และ Xinbi

 

แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "Escrow" หรือคนกลางผู้ค้ำประกันการทำธุรกรรม และมีระบบการให้คะแนนหรือรีวิวผู้บริการฟอกเงินเหมือนกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ

 

แพลตฟอร์มเหล่านี้คือศูนย์รวมของสินค้าและบริการผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ตั้งแต่การขายจานดาวเทียม Starlink เพื่อใช้ในศูนย์สแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงการรับฟอกเงินจากการแฮ็กข้อมูลระดับโลก  

 

แม้หน่วยงานรัฐอย่าง FinCEN ของสหรัฐฯ จะประกาศให้ Huione Group เป็นหน่วยงานที่มีความกังวลด้านการฟอกเงินเป็นอันดับต้นๆ และมีการสั่งปิดบัญชี Telegram บางส่วน แต่ความยืดหยุ่น (Resilience) ของเครือข่ายนั้นสูงมาก อาชญากรเพียงแค่ย้ายฐานไปยังช่องทางใหม่หรือแพลตฟอร์มสำรอง ความเป็นอิสระของ "เจ้าของแพลตฟอร์ม" กับ "ผู้ให้บริการฟอกเงินรายย่อย" ทำให้การตัดตอนระบบทั้งหมดทำได้ยากมาก

เครือข่ายอาชญากรรมจีนยึด 20% ของโลก เผยกลไก "ฟอกเงินคริปโต  " ท้าทายอำนาจรัฐ

"Black U" และ "Motorcades": ศัพท์เฉพาะในโลกมืดที่ต้องรู้

 

ในโลกมืดของ CMLNs เราเห็นการยกระดับสู่ระบบอุตสาหกรรมผ่านศัพท์เฉพาะและการแบ่งโครงสร้างที่ชัดเจน:

 

White U (ยูขาว): คือคริปโตเคอร์เรนซี (มักเป็น USDT) ที่ใช้เพื่อ "การไหลออกของเงินทุน" (Capital Flight) หรือการหนีการควบคุมเงินทุน ที่มาของเงินอาจไม่ได้มาจากอาชญากรรมโดยตรง แต่ต้องการหลีกเลี่ยงกฎหมายการเงิน

Black U (ยูมืด): คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็น "เงินเปื้อนเลือด" จากการแฮ็ก (Hacks), การสแกม (Scams) หรือการฉ้อโกง ซึ่งมักถูกนำมาประกาศขายในราคาลดพิเศษ 10-20% เพื่อจูงใจให้คนมารับความเสี่ยงแทนหากถูกอายัด

Running Point (พ่าวเฟิน): คือจุดเริ่มต้นของวงจรฟอกเงิน โดยการจ้างคนมาเปิดบัญชีธนาคารหรือบัญชีคริปโตเพื่อรับเงินสกปรก

Motorcades (เชอตุ้ย): หรือ "ขบวนรถ" คือกลุ่มบัญชีม้าที่ทำหน้าที่ "การปั่นเงิน" (Layering) ผ่านหลายขั้นตอนเพื่ออำพรางที่มา และส่งต่อไปยังขั้นตอน "การรวบรวมเงิน" (Integration) เพื่อเข้าสู่ระบบการเงินปกติ

 

"กลุ่มฟอกเงินชาวจีนได้เปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาระบบบัญชีแยกประเภทแบบแมนนวล มาเป็นการใช้คริปโตเคอร์เรนซีซึ่งมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าอย่างมาก" — Chris Urben กรรมการผู้จัดการ Nardello & Co.

  เครือข่ายอาชญากรรมจีนยึด 20% ของโลก เผยกลไก "ฟอกเงินคริปโต  " ท้าทายอำนาจรัฐ

 ความเร็วระดับวินาที: เมื่อการฟอกเงินทำได้ไวกว่าการโอนเงินปกติ

 

อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของ CMLNs คือ "ความเร็ว" ที่ทำลายสถิติเดิมๆ ข้อมูลระบุว่าบริการกลุ่ม Black U สามารถทำยอดธุรกรรมแตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ได้ภายในเวลาเพียง 236 วันเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าบริการประเภทอื่นๆ ในเครือข่ายหลายเท่าตัว

 

นอกจากนี้ ธุรกรรม Black U ที่มีมูลค่าสูงยังสามารถทำกระบวนการจนเสร็จสิ้นได้ในเวลาเฉลี่ยเพียง 1.6 นาที ผ่านระบบแลกเปลี่ยนอัตโนมัติ (Self-service swapping) ที่ลูกค้าสามารถดำเนินการได้เอง ทำให้การโยกย้ายเงินพ้นจากการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ก่อนที่บัญชีจะถูกสั่งอายัด

 

ในเชิงเทคนิค CMLNs มีการทำงานสองเฟสที่ซับซ้อน บริการอย่าง Black U จะเน้นเทคนิค Smurfing (หรือ Structuring) คือการแตกเงินก้อนใหญ่เป็นธุรกรรมย่อยๆ ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของระบบอัตโนมัติ โดยพบว่า Black U มีการแตกธุรกรรมย่อยเพิ่มขึ้นถึง 467% เมื่อเงินไหลออกจากกระเป๋า ในทางกลับกัน บริการ OTC จะทำหน้าที่ Aggregation หรือการรวบรวมเงินย่อยๆ เหล่านั้นเข้าเป็นก้อนใหญ่ (Wholesale) เพื่อเตรียมนำกลับเข้าสู่ระบบธนาคารปกติในฐานะ "White U"

 

ปัจจัยขับเคลื่อน: จากกฎระเบียบในปักกิ่งสู่ "นิคมอาชญากรรม" ในอาเซียน

 

การผงาดขึ้นของ CMLNs ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่ซ้อนทับกัน

 

Tom Keatinge ผู้อำนวยการศูนย์การเงินและความมั่นคงแห่ง RUSI วิเคราะห์ว่า CMLNs คือ "ผลกระทบที่ไม่ได้คาดคิด" (Unforeseen consequence) จากการควบคุมเงินทุนที่เข้มงวดของจีนในช่วงปี 2015-2016 เพื่อสกัดกั้นเศรษฐีไม่ให้ย้ายทรัพย์สินออกนอกประเทศ ทำให้เกิด "Professional Enablers" หรือผู้ให้บริการย้ายเงินมืออาชีพ ที่เปลี่ยนความต้องการหลบเลี่ยงกฎหมายของคนรวยมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้แก๊งอาชญากรข้ามชาติ

 

วิวัฒนาการจาก "Fei Qian" สู่ "Crypto": Chris Urben กรรมการผู้จัดการจาก Nardello & Co อธิบายว่าอาชญากรจีนได้ทิ้งระบบโพยก๊วน หรือ Fei Qian แบบเดิมที่ใช้บัญชีมือจดที่ยุ่งยาก หันมาใช้คริปโตเคอร์เรนซี (โดยเฉพาะ USDT และ USDC) เพราะรวดเร็ว นิรนาม และตรวจสอบย้อนกลับในเชิงลึกได้ยากกว่าระบบธนาคารเดิมที่อาชญากรมองว่ามีขั้นตอน KYC ที่เข้มงวดเกินไป

 

การย้ายฐานสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: หลังการแบนคริปโตในจีนปี 2021 เครือข่ายเหล่านี้ได้อพยพมายังจุดยุทธศาสตร์ในกัมพูชาและเมียนมา โดยเฉพาะในเมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งเครือข่ายอาชญากรอย่าง Prince Group ของนักธุรกิจ Chen Zhi (ซึ่งถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) และ HM Treasury ของอังกฤษคว่ำบาตร) ได้สร้างอาณาจักรคาสิโนและศูนย์สแกมเมอร์ที่ใช้คริปโตเป็นกระดูกสันหลังในการรับและส่งเงินกลับจีน

 

 บทสรุปและทางออก: สงครามข้อมูลเหนือพรมแดน

 

ปัญหา CMLNs ไม่ใช่แค่เรื่องของ "โจรจับยาก" แต่เป็นเรื่องของ "Capability Chasm" หรือช่องว่างทางทักษะที่ห่างชั้นกันมากระหว่างอาชญากรและเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย ปัจจุบันอาชญากรใช้ AI และการโอนเงินอัตโนมัติในระดับมิลลิวินาที ในขณะที่เจ้าหน้าที่หลายประเทศยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการขาดแคลนเครื่องมือวิเคราะห์บล็อกเชน

 

แนวทางเชิงยุทธศาสตร์:

 

1. Public-Private Partnership: การทำลายระบบนิเวศการฟอกเงินต้องไม่ใช่แค่การไล่จับ แต่คือการ "ทำลายความเชื่อมั่น" ใน Guarantee Platforms การประสานข้อมูลระหว่างบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนกับหน่วยงานรัฐเพื่อ "แช่แข็ง" (Freeze) เงินในวินาทีที่เริ่มมีการ Smurfing คือกุญแจสำคัญ

 

2. Human + Blockchain Intelligence: ตามที่ Chris Urben แนะนำ ยุทธวิธีที่ได้ผลที่สุดคือการใช้ข้อมูลแบบเปิด (Open Source) และข่าวกรองจากสายลับ (Human Intelligence) ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์บล็อกเชน เพื่อระบุตัวตนผู้อยู่เบื้องหลังกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีการทำธุรกรรมแบบ Industrial-scale

 

3. Cross-border Enforcement: การข้ามพรมแดนของเงินต้องการการข้ามพรมแดนของข้อมูล หน่วยงานรักษากฎหมายทั่วโลกต้องยกระดับทักษะด้านคริปโต (Upskill) ให้ทันท่วงที เพราะความโปร่งใสของบล็อกเชนที่เป็นจุดแข็งของอาชญากร ก็คือ "พยานหลักฐานดิจิทัล" ที่ลบไม่ได้หากเจ้าหน้าที่รู้วิธีการมองเห็น

 

ในโลกที่เงินสกปรกไหลเวียนเร็วกว่าแสง ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างกำแพงธนาคารให้สูงขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายข่าวกรองที่มองเห็นเส้นทางเงินเหล่านั้นก่อนที่มันจะถูก "ล้าง" จนขาวบริสุทธิ์และกลับมาทำร้ายสังคมในรูปแบบอื่นต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรูบิสิเนสชู Health Scoring ปฏิวัติระบบสาธารณสุขเชิงรุกด้วย AI