posttoday

ส้มแรง แต่น้ำเงินแน่น: โพลเลือกตั้ง69กับสมการอำนาจหลังปิดหีบ

30 มกราคม 2569

โพลโค้งสุดท้ายสะท้อนชัด กระแสอุดมการณ์อาจชนะใจ แต่โครงสร้างพื้นที่คือผู้ชี้ขาดอำนาจ การจัดตั้งรัฐบาลหลังปิดหีบจึงวัดกันที่ความพร้อม ไม่ใช่คะแนนนิยมเพียงอย่างเดียว

KEY

POINTS

  • ผลโพลชี้ว่าพรรคประชาชน (สีส้ม) มีคะแนนนิยมนำ แต่พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) มีแนวโน้มได้จำนวน สส. มากกว่า เนื่องจากความแข็งแกร่งของฐานเสียงและเครือข่ายในพื้นที่
  • พรรคขนาดกลางและพรรคเพื่อไทยในฐานะ "Kingmaker" จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากไม่มีพรรคใดชนะการเลือกตั้งแบบเด็ดขาด
  • ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ใช่พรรคที่ได้คะแนนสูงสุด แต่คือพรรคที่สามารถรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหลังการเลือกตั้ง

เมื่อกระแสชนโครงสร้าง: ใครกุมอำนาจหลังปิดหีบ 2569

การเมืองไทยในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 2569 คล้ายหมากรุกช่วงเอนด์เกม ตัวหมากเดินน้อยลง แต่ทุกก้าวหมายถึงชัยชนะหรือพ่ายแพ้ถาวร บรรยากาศหาเสียงคือช่วงเวลาที่ฝ่ายต่าง กำลังคำนวณต้นทุน–ผลตอบแทนครั้งสุดท้าย

ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" ขยายภาพผลโพลยกสองของ นิด้าโพล เอกซเรย์โครงสร้างอำนาจที่กำลังก่อตัว ก่อนประเทศเข้าสู่ช่วง Blackout ตามกฎหมายเลือกตั้ง เมื่อผู้ลังเลใจเหลือเพียง 1–2% ตัวเลขทุกจุดจึงสะท้อน “การตัดสินใจจริง” มากกว่าอารมณ์ชั่ววูบ

กระแสแรง ≠ อำนาจจริง

ภาพที่ชัดที่สุดจากโพลคือ ความจริงอันโหดร้ายของระบบเลือกตั้งไทย คะแนนนิยมระดับประเทศไม่ได้รับประกันจำนวนเก้าอี้ในสภา พรรคที่ครองกระแสอาจแพ้พรรคที่ครองพื้นที่

พรรคประชาชน ยังคงนำในเชิงความนิยม ทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ แต่นั่นคือชัยชนะในสนาม “การรับรู้” มากกว่า “การจัดสรรอำนาจ” คะแนนที่กระจุกตัวในเมืองใหญ่และกลุ่มคนรุ่นใหม่ สร้างคลื่นสูง แต่คลื่นดังกล่าวแตกกระจายเมื่อเจอโครงสร้างเขตเลือกตั้งที่ให้รางวัลกับเครือข่ายและทรัพยากรในพื้นที่

ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ชนะด้วยเสียงปราศรัย หากชนะด้วยแผนที่อำนาจ การคุม “บ้านใหญ่” การจัดการทรัพยากร และความสามารถในการแปลงคะแนนเป็นเก้าอี้ ทำให้พรรคสีน้ำเงินมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นผู้กุมเสียงส่วนใหญ่ แม้จะไม่ได้ครองหัวใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็ตาม

นี่คือจุดที่ “กระแส” พ่ายให้กับ “โครงสร้าง

กรุงเทพฯ สั่นคลอน ใต้แปรผัน

กรุงเทพมหานครคือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เมื่อคะแนนเขตของพรรคประชาชนอ่อนแรงลงเล็กน้อย แต่มีนัยสำคัญ ช่องว่างที่เปิดขึ้น กลายเป็นพื้นที่ให้คู่แข่งเจาะฐานเสียงเดิม โดยเฉพาะในเขตที่ภาพลักษณ์ผู้สมัครถูกตั้งคำถามด้านจริยธรรมต้นทุนทางการเมืองที่กระแสไม่อาจกลบได้

ขณะที่ภาคใต้กำลังส่งสัญญาณสวนทาง การฟื้นตัวของ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพียงเรื่องคะแนน หากคือการทวงคืน “อัตลักษณ์พื้นที่” ที่เคยหลุดมือไป กระแสนี้กำลังสกัดการขยายตัวของภูมิใจไทยในภาคใต้ และตอกย้ำว่า ทรัพยากรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไร้ความชอบธรรมเชิงวัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่น

พรรคขนาดกลาง: ตัวแปรที่ถูกมองข้าม

ท่ามกลางการจับตาพรรคใหญ่ พรรคกล้าธรรม คือผู้เล่นที่หลายคนประเมินต่ำเกินไป คะแนนนิยมระดับประเทศอาจดูเล็ก แต่เครือข่าย ส.ส. เดิมและฐานอิทธิพลท้องถิ่นทำให้พรรคมีศักยภาพกวาดที่นั่งแบบ “ดาวกระจาย” หากตัวเลขแตะ 30–40 ที่นั่งจริง พรรคนี้จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในสมการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่ในฐานะแกนนำ แต่ในฐานะ “ตัวเพิ่มเสถียรภาพ”

เพื่อไทย: Kingmaker โดยไม่ต้องชนะ

ในเกมที่ไม่มีใครชนะขาด พรรคเพื่อไทย อาจไม่จำเป็นต้องได้อันดับหนึ่ง เพื่อมีอำนาจสูงสุด บทบาท Kingmaker คืออำนาจที่แท้จริง การครองนโยบายเศรษฐกิจปากท้องและฐานเสียงชนบท ทำให้พรรคมีน้ำหนักบนโต๊ะเจรจามากกว่าตัวเลข ส.ส. ที่ถืออยู่

นี่คือการเมืองเชิงต่อรอง ไม่ใช่การเมืองเชิงอุดมการณ์

ฉากทัศน์หลังปิดหีบ: ใครรอ ใครรุก

หากพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยมาเป็นอันดับ 1 ตามการประเมินจำนวนสส.ของ ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงราว 140–150 ที่นั่ง ย่อมเท่ากับ “ตั๋วใบแรก” สู่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเปิดทางให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย

ภายใต้สมการดังกล่าว สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้สูงสุดถูกประเมินไว้ 2 แนวทางหลัก คือ

สูตรที่ 1: ภูมิใจไทย + เพื่อไทย + กล้าธรรม
เป็นการผนึกกำลังระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งคาดว่าจะได้ราว 80–90 ที่นั่ง และพรรคกล้าธรรมที่ประเมินไว้ประมาณ 30–40 ที่นั่ง รวมกันจะมีเสียงข้างมากเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล

สูตรที่ 2: ภูมิใจไทย + เพื่อไทย + ประชาธิปัตย์
เปลี่ยนพรรคร่วมลำดับที่ 3 จากกล้าธรรมมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคาดว่าจะได้ประมาณ 35–45 ที่นั่ง โดยยังคงมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนร่วมเช่นเดิม

ทั้งนี้ การตัดสินใจเลือกสูตรใดสูตรหนึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยสำคัญหลายประการ

ประการแรก พรรคเพื่อไทยถูกมองว่าเป็นพรรคร่วม “ยืนพื้น” หากภูมิใจไทยได้อันดับ 1 เพื่อไทยมีแนวโน้มเข้าร่วมรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุผลด้านจำนวนเสียงและเสถียรภาพของรัฐบาล

ประการที่สอง ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม ทำให้ภูมิใจไทยไม่สามารถดึงทั้งสองพรรคเข้าร่วมพร้อมกันได้ หากฝืนจัดตั้งรัฐบาลในลักษณะดังกล่าว ประชาธิปัตย์อาจสูญเสียฐานเสียงฝ่ายอนุรักษนิยมในระยะยาว ดังนั้น ภูมิใจไทยจำเป็นต้อง “เลือกข้าง” ระหว่างกล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์ หรือในเชิงสัญลักษณ์คือการตัดสินใจระหว่าง “สีเขียว” กับ “สีฟ้า”

ประการสุดท้าย พรรคประชาชนจะกลายเป็นฝ่ายค้านโดยอัตโนมัติ หากภูมิใจไทยขึ้นเป็นอันดับ 1 เนื่องจากพรรคประชาชนประกาศชัดว่าจะไม่สนับสนุนภูมิใจไทย ขณะที่นายอนุทิน ชาญ วีรกูล ก็ไม่น่าจะยอมลดบทบาทไปเป็นเบอร์ 2 ในรัฐบาลที่มีพรรคประชาชนเป็นแกนนำ

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด หากภูมิใจไทยคว้าอันดับหนึ่งได้จริง เกมจัดตั้งรัฐบาลจะเหลือเพียงการเลือกระหว่างสองสูตรข้างต้น ขณะที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินก็แทบจะถูก “ล็อกเป้า” ไว้ล่วงหน้าแล้ว ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบัน 

การเมืองไทยหลังปิดหีบจึงไม่ใช่เรื่องของ “ผู้ชนะการเลือกตั้ง” หากเป็นเรื่องของ “ผู้ชนะการจัดตั้งรัฐบาล”

บทส่งท้าย: บทเรียนของอำนาจ

การเลือกตั้งปี 2569 กำลังย้ำบทเรียนเดิม อำนาจไม่ได้เกิดจากความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสานกระแส เข้ากับโครงสร้าง และการต่อรอง พรรคที่อ่านเกมนี้ขาด คือพรรคที่มีโอกาสกุมทำเนียบรัฐบาล

หลังม่านคูหา สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงตัวเลข Exit Poll หากคือการเคลื่อนไหวเงียบ ๆ ของผู้นำพรรค การนัดพบที่ไม่ขึ้นป้ายข่าว และข้อเสนอที่ไม่ถูกพูดบนเวทีปราศรัย เพราะนั่นคือจุดที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังถูกออกแบบอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)

ข่าวล่าสุด

ข้าวมันไก่โรงแรมมณเฑียร สู่งานศิลป์ในงาน Bangkok Design Week 2026